ปก The Economist จุดกระแสโลก: สะท้อนการเปลี่ยนผ่านอำนาจ จีนได้เปรียบยุทธศาสตร์เงียบ
วันนี้ (2 เมษายน 2569) ปกนิตยสาร The Economist ฉบับล่าสุดกลายเป็นทอล์กออฟเดอะเวิลด์ที่สร้างความตื่นตัวในวงกว้าง ไม่เพียงเป็นงานศิลปะ แต่คือการส่งสาส์นเชิงยุทธศาสตร์ที่ทรงพลัง โดยนำเสนอภาพ สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนอย่างเด่นชัดคมชัด ขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ ถูกทำให้เลือนลางเบลอ พร้อมข้อความอ้างอิงคำกล่าวของนโปเลียน โบนาปาร์ตที่ว่า "อย่าขัดจังหวะศัตรูเมื่อเขากำลังทำพลาด" ซึ่งสื่อถึงการที่จีนอาจกำลังได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจอย่างเงียบ ๆ ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง
การวิเคราะห์จาก The Sunday Guardian: สหรัฐฯ ทำพลาด จีนเฝ้ารอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์
The Sunday Guardian ได้หยิบยกปกดังกล่าวมาวิเคราะห์อย่างละเอียด โดยชี้ให้เห็นว่าการที่ใบหน้าของสีจิ้นผิงมีความคมชัด ในขณะที่ทรัมป์เบลอนั้น สื่อถึงการที่ความสนใจและอิทธิพลของโลกกำลังเปลี่ยนทิศทางเข้าหาจีนมากขึ้น คำกล่าวคลาสสิกของนโปเลียนถูกนำมาใช้อธิบายสถานการณ์ที่สหรัฐฯ ตัดสินใจใช้กำลังทหารเข้าหักหาญกับอิหร่าน ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่านั่นคือ "ความผิดพลาด" ที่จีนกำลังเฝ้าดูอย่างใจเย็นเพื่อรอเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ เมื่อพญาอินทรี (สหรัฐฯ) เจ็บหนัก ส่วนมังกร (จีน) กำลังได้เปรียบ
ผลกระทบจากสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน: เศรษฐกิจอเมริกันรับแรงกดดัน จีนเดินหน้าความสัมพันธ์การค้า
การสู้รบระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านได้สร้างแรงกดดันมหาศาลต่อเศรษฐกิจอเมริกัน โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูงฉุดให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้น นำไปสู่ภาวะเงินเฟ้อและความไม่แน่นอนในตลาดเงิน ในขณะที่วอชิงตันมุ่งเน้นไปที่การใช้งบประมาณมหาศาลในปฏิบัติการทางทหาร ปักกิ่งกลับใช้ช่วงเวลานี้เดินหน้ากระชับความสัมพันธ์ทางการค้า กับกลุ่มประเทศในเอเชีย แอฟริกา และยุโรป โดยเลือกที่จะวางตัวเป็นทางเลือกทางเศรษฐกิจที่มั่นคง ท่ามกลางความไร้เสถียรภาพที่เกิดจากนโยบายของสหรัฐฯ
4 ด้านหลักที่จีนได้เปรียบ: เส้นทางสู่การเป็นผู้นำโลก
ผู้เชี่ยวชาญระบุว่าจีนกำลังได้รับประโยชน์ใน 4 ด้านหลักที่สำคัญต่อการก้าวขึ้นเป็นผู้นำโลก ได้แก่
- การลดแรงกดดันในภูมิภาค: สงครามในตะวันออกกลางบีบให้สหรัฐฯ ต้องย้ายทรัพยากรและงบประมาณออกจากภูมิภาคที่จีนให้ความสำคัญสูงสุด เช่น ไต้หวันและทะเลจีนใต้ ส่งผลให้แรงกดดันเหนือพื้นที่เหล่านี้ลดน้อยลง เปิดช่องให้จีนดำเนินยุทธศาสตร์ในภูมิภาคได้อย่างอิสระมากขึ้น
- การพัฒนาระบบป้องกันประเทศ: กองทัพจีนกำลังเฝ้าสังเกตการณ์การใช้โดรน ระบบป้องกันมิสไซล์ และการเคลื่อนพลของสหรัฐฯ ในสมรภูมิจริงอย่างใกล้ชิด ข้อมูลเหล่านี้เป็นบทเรียนล้ำค่าที่ช่วยให้จีนพัฒนาระบบป้องกันประเทศของตนเองโดยไม่ต้องสูญเสียกำลังพล
- การเข้าถึงแหล่งพลังงานที่มั่นคง: ในขณะที่ทั่วโลกเผชิญวิกฤตน้ำมันจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ จีนยังคงสามารถเข้าถึงแหล่งพลังงานจากอิหร่านและสร้างข้อตกลงพลังงานระยะยาวที่มั่นคง ช่วยให้เศรษฐกิจจีนมีต้นทุนพลังงานที่ได้เปรียบกว่าชาติตะวันตก
- ภาพลักษณ์ทางการทูต: จีนวางตัวเป็นมหาอำนาจที่สนับสนุนการทูตและสันติภาพ (Diplomatic Broker) ภาพลักษณ์นี้ได้รับความนิยมอย่างมากในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา เมื่อเทียบกับภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ที่ถูกมองว่าใช้ความรุนแรงและสร้างความวุ่นวาย
ความผิดพลาดของทรัมป์: การคำนวณที่ผิดและผลกระทบต่อภาพลักษณ์สหรัฐฯ
คำวิพากษ์วิจารณ์ต่อโดนัลด์ ทรัมป์ รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อนักวิชาการหลายส่วนมองว่าการโจมตีอิหร่านคือ "การคำนวณที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุด" เพราะนอกจากจะไม่สามารถสยบคู่แข่งได้แล้ว ยังเป็นการทำลายภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ และสร้างรอยร้าวกับพันธมิตรยุโรปที่ต้องแบกรับภาระทางเศรษฐกิจจากสงครามครั้งนี้ ความไร้เสถียรภาพที่เกิดจากนโยบายของทรัมป์ได้กลายเป็น "พรมแดง" ที่ปูทางให้สีจิ้นผิงก้าวขึ้นมานำโดดเด่นในเวทีโลกอย่างสง่างาม
คำเตือนจาก The Economist: อนาคตอำนาจโลกอาจเหลือเพียงจีนที่เด่นชัด
แม้บทสรุปของเรื่องนี้จะยังไม่จบสิ้น แต่นิตยสาร The Economist ได้ทิ้งคำเตือนที่ชัดเจนว่า หากสหรัฐฯ ยังคงใช้ทรัพยากรและเวลาไปกับสงครามที่ยืดเยื้อโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบในระยะยาว ในไม่ช้าความชัดเจนของอำนาจโลกอาจจะเหลือเพียง "สี จิ้นผิง" ที่ยืนตระหง่านอยู่เพียงผู้เดียว ในขณะที่อเมริกาค่อย ๆ เลือนหายไปในเงามืดของสงครามที่ตนเองเป็นผู้ก่อขึ้น สิ่งนี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงเชิงยุทธศาสตร์ที่อาจกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการเมืองโลกในยุคต่อไป



