รัฐสภาเมียนมาเลือก 'มิน ออง ไลง์' นั่งประธานาธิบดีคนใหม่ หลังเสียงสนับสนุนถล่มทลาย
ในวันนี้ (3 เมษายน 2569) รัฐสภาเมียนมาได้ประกาศแต่งตั้ง มิน ออง ไลง์ เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของประเทศอย่างเป็นทางการ หลังได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาอย่างท่วมท้นและขาดลอย ซึ่งถือเป็นการเปิดทางให้อดีตผู้นำก่อการรัฐประหารเมื่อ 5 ปีก่อน สามารถปกครองประเทศในฐานะรัฐบาลพลเรือนต่อไปได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย
คะแนนเสียงสนับสนุนสูงลิ่วเกินเกณฑ์
เจ้าหน้าที่รัฐสภาเมียนมาเปิดเผยหลังการนับคะแนนเสร็จสิ้นว่า มิน ออง ไลง์ ได้รับคะแนนเสียงสนับสนุนสูงถึง 429 เสียง จากทั้งหมด 584 เสียง ซึ่งเกินเกณฑ์เสียงข้างมากอย่างชัดเจนและนับเป็นการสนับสนุนอย่างถล่มทลาย การเลือกตั้งครั้งนี้มีขึ้นภายใต้บรรยากาศที่กลุ่มเคลื่อนไหวสนับสนุนประชาธิปไตยเตือนไว้ก่อนหน้านี้ว่า อาจเป็นเพียงความพยายามสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลชุดใหม่
เส้นทางสู่ตำแหน่งผู้นำรัฐบาลพลเรือน
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากเมื่อต้นสัปดาห์นี้ มีการแต่งตั้ง เย วิน อู อดีตหัวหน้าข่าวกรองทหารเมียนมาและคนสนิทของมิน ออง ไลง์ ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดคนใหม่ แทนที่มิน ออง ไล ซึ่งเป็นการเปิดทางเชิงกลยุทธ์เพื่อให้ผู้นำรัฐบาลทหารสามารถนั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีได้ตามกฎหมาย โดยตำแหน่งนี้ถือเป็นผู้นำรัฐบาลพลเรือนอย่างเป็นทางการ
มิน ออง ไลง์ เคยเป็นผู้นำก่อการรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลของออง ซาน ซู จี เมื่อ 5 ปีก่อน และการขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีในครั้งนี้ถูกมองโดยนักวิเคราะห์หลายฝ่ายว่าเป็นการสานต่ออำนาจของรัฐบาลทหารเมียนมาอย่างแยบยล ภายใต้กรอบของรัฐบาลพลเรือนที่ถูกกฎหมาย
ปฏิกิริยาจากกลุ่มสนับสนุนประชาธิปไตย
กลุ่มเคลื่อนไหวสนับสนุนประชาธิปไตยในเมียนมาได้ออกมาเตือนก่อนหน้านี้อย่างชัดเจนว่า การจัดการเลือกตั้งในครั้งนี้อาจเป็นเพียงความพยายามในการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งพวกเขามองว่าเป็นรัฐบาลหุ่นเชิดของกองทัพ และถือเป็นการสานต่ออำนาจของรัฐบาลทหารที่ก่อรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลพลเรือนเมื่อปี 2021
การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ระหว่างประเทศที่ตึงเครียด โดยมีข่าวจากประเทศอื่นๆ เช่น บาห์เรนที่เสนอให้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติใช้ทุกวิธีปกป้องเรือผ่านฮอร์มุซ รวมถึงบังกลาเทศที่ลดชั่วโมงทำงานเพื่อประหยัดพลังงานท่ามกลางวิกฤตการสู้รบ และอิหร่านที่เผยเหตุโจมตีทางอากาศทำให้บ้านเรือนประชาชนเสียหายกว่า 1.1 แสนหลังและโรงเรียนกว่า 700 แห่ง



