ทรัมป์ปลด 'แพม บอนดี' พ้นรมต.ยุติธรรมสหรัฐฯ หลังกดดันคดีเอปสตีน พร้อมตั้งทนายส่วนตัวรักษาการ
ทรัมป์ปลดแพม บอนดี พ้นรมต.ยุติธรรม หลังกดดันคดีเอปสตีน

ทรัมป์สั่งปลดแพม บอนดี พ้นตำแหน่งรัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ หลังกดดันหนักจากคดีเอปสตีน

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียทรูธโซเชียลในวันนี้ (3 เมษายน 2569) ถึงการพ้นจากตำแหน่งของแพม บอนดี รัฐมนตรียุติธรรมสหรัฐฯ พร้อมแต่งตั้งทอดด์ แบลนช์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงยุติธรรม ซึ่งเคยเป็นอดีตทนายความส่วนตัวของทรัมป์ ให้ขึ้นมารักษาการแทนในตำแหน่งสูงสุดของกระทรวงยุติธรรมทันที

ทรัมป์ระบุว่า บอนดีจะย้ายไปทำงานในภาคเอกชน แม้ว่าประธานาธิบดีจะกล่าวชื่นชมผลงานของเธอในการปราบปรามอาชญากรรม แต่ตลอดระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของบอนดีกลับถูกบดบังด้วยข้อครหาเรื่องการจัดการเอกสารคดีของเจฟฟรีย์ เอปสตีน มหาเศรษฐีที่เกี่ยวข้องกับคดีค้าประเวณีเด็ก

แรงกดดันจากคดีเอปสตีนและความไม่พอใจของทรัมป์

บอนดีถูกโจมตีอย่างหนักจากทั้งสองพรรคการเมืองในสหรัฐฯ ว่าล้มเหลวในการเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสตามที่เคยสัญญาไว้ รวมถึงการปล่อยเอกสารแฟ้มคดีนับล้านฉบับโดยไม่ได้ปกปิดอัตลักษณ์ของเหยื่อตามกฎหมาย จนนำไปสู่การถูกสภาคองเกรสออกหมายเรียกตัวให้เข้าชี้แจง

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แหล่งข่าวระบุว่า ทรัมป์เริ่มหมดความอดทนกับบอนดีที่ไม่เร่งดำเนินการสืบสวนและสั่งฟ้องคู่แข่งทางการเมืองอย่างดุดันพอตามที่เขาต้องการ โดยเฉพาะกลุ่มเป้าหมายอย่างอดีตผู้อำนวยการเอฟบีไอ เจมส์ โคมีย์ และอัยการสูงสุดนิวยอร์ก เลทิเทีย เจมส์

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

การแต่งตั้งทอดด์ แบลนช์ สะท้อนการกระชับอำนาจ

การเลือกแบลนช์ขึ้นมารักษาการถูกมองว่าเป็นสัญญาณการกระชับอำนาจที่เบ็ดเสร็จขึ้น เนื่องจากแบลนช์คือทนายคู่ใจที่เคยว่าความให้ทรัมป์ในคดีอื้อฉาวหลายคดี รวมถึงคดีจ่ายเงินปิดปากในนิวยอร์ก โดยแบลนช์ยืนยันว่าจะสานต่อนโยบายบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและปกป้องความปลอดภัยของอเมริกาอย่างเต็มที่

กลาโหมสหรัฐฯ สั่งเปลี่ยนตัวเสนาธิการทหารบกท่ามกลางศึกตะวันออกกลาง

ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ก็มีความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ เมื่อมีรายงานจากเจ้าหน้าที่กลาโหมและแหล่งข่าวภายในระบุว่า พีท เฮกเซท ได้ขอให้พลเอกแรนดี จอร์จ เสนาธิการทหารบก ลงจากตำแหน่ง

การเปลี่ยนแปลงผู้นำทหารบกเกิดขึ้นในช่วงเวลาวิกฤต ขณะที่สหรัฐฯ กำลังระดมกำลังพล รวมถึงหน่วยพลร่มที่ 82 เข้าสู่ตะวันออกกลางเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับปฏิบัติการต่ออิหร่าน

แผนปรับโครงสร้างผู้นำเหล่าทัพภายใต้รัฐบาลทรัมป์

การสั่งปลดแรนดี จอร์จ เป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับโครงสร้างผู้นำเหล่าทัพภายใต้รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อผลักดันวาระความมั่นคงใหม่ โดยก่อนหน้านี้มีการปลดนายทหารระดับสูงไปแล้วหลายนาย ทั้งประธานคณะเสนาธิการทหารร่วมและผู้บัญชาการเหล่าทัพอื่น ๆ

การพ้นจากตำแหน่งของแรนดี จอร์จ นายทหารผ่านศึกผู้ช่ำชองในอิรักและอัฟกานิสถาน นับเป็นการส่งสัญญาณชัดเจนถึงการเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในเพนตากอนที่ต้องการผู้นำระดับสูงที่พร้อมตอบสนองต่อนโยบายของทำเนียบขาวอย่างเบ็ดเสร็จในภาวะสงคราม

การเคลื่อนไหวทั้งสองด้านนี้เกิดขึ้นในขณะที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังคงสูงขึ้น สะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลทรัมป์ในการปรับโครงสร้างกำลังคนเพื่อรับมือกับความท้าทายด้านความมั่นคงทั้งในและนอกประเทศ