ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เตรียมลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหารเพื่อถอนประเทศออกจากข้อตกลงสภาพภูมิอากาศปารีสอีกครั้ง ตามรายงานของสื่อสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2568 การดำเนินการนี้มีขึ้นในวันแรกที่ทรัมป์กลับมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งสะท้อนถึงนโยบายที่ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจมากกว่าการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
รายละเอียดการถอนตัว
การถอนตัวจากข้อตกลงปารีสครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองที่สหรัฐฯ ดำเนินการภายใต้การนำของทรัมป์ โดยครั้งแรกเกิดขึ้นในปี 2560 แต่ถูกยกเลิกโดยประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในปี 2564 ข้อตกลงปารีสมีเป้าหมายเพื่อจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิโลกให้ไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส และพยายามรักษาไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม
ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโลก
การตัดสินใจครั้งนี้สร้างความกังวลในระดับนานาชาติ เนื่องจากสหรัฐฯ เป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่ที่สุดของโลก การถอนตัวอาจทำให้ความพยายามระดับโลกในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ชะลอตัวลง ขณะที่ประเทศอื่นๆ เช่น จีนและสหภาพยุโรป ยังคงเดินหน้าตามเป้าหมายที่กำหนดไว้
นักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมและผู้เชี่ยวชาญหลายคนวิจารณ์การตัดสินใจนี้ว่าเป็นการเพิกเฉยต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตาม ฝ่ายสนับสนุนทรัมป์มองว่าข้อตกลงดังกล่าวเป็นภาระทางเศรษฐกิจที่ไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐฯ
ปฏิกิริยาจากนานาประเทศ
- สหภาพยุโรป: แสดงความผิดหวัง แต่ยืนยันว่าจะยังคงเดินหน้าตามพันธกรณีด้านสภาพภูมิอากาศ
- จีน: ประกาศว่าจะยังคงร่วมมือกับประชาคมโลกเพื่อบรรลุเป้าหมายของข้อตกลงปารีส
- องค์กรสิ่งแวดล้อม: เรียกร้องให้รัฐบาลท้องถิ่นและภาคธุรกิจในสหรัฐฯ ดำเนินการตามเป้าหมายด้านสภาพภูมิอากาศต่อไป
การถอนตัวของสหรัฐฯ จะมีผลบังคับใช้หลังจากผ่านไปหนึ่งปีนับจากวันที่แจ้งต่อสหประชาชาติ ซึ่งหมายความว่าสหรัฐฯ จะยังคงเป็นภาคีของข้อตกลงไปจนถึงต้นปี 2569



