สหรัฐอเมริกาได้อนุมัติการขายอาวุธมูลค่ากว่า 1.5 หมื่นล้านบาท ให้กับอิสราเอล ซึ่งรวมถึงขีปนาวุธและเครื่องบินขับไล่ การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ยังคงดำเนินอยู่ในฉนวนกาซา โดยมีเสียงวิจารณ์จากหลายฝ่ายว่าอาจเป็นการซ้ำเติมสถานการณ์ให้เลวร้ายลง
รายละเอียดการอนุมัติ
กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้แจ้งต่อรัฐสภาเกี่ยวกับการอนุมัติการขายอาวุธดังกล่าว ซึ่งประกอบด้วยขีปนาวุธอากาศสู่พื้น และเครื่องบินขับไล่ F-15 โดยมีมูลค่ารวมประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท การอนุมัตินี้มีขึ้นหลังจากที่อิสราเอลได้ร้องขออาวุธเพิ่มเติมเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถทางการทหาร
ปฏิกิริยาจากนานาชาติ
การตัดสินใจของสหรัฐฯ ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์จากองค์กรระหว่างประเทศและหลายประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนที่ระบุว่าการส่งอาวุธดังกล่าวอาจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เนื่องจากอิสราเอลถูกกล่าวหาว่าใช้กำลังเกินกว่าเหตุในกาซา
- องค์การสหประชาชาติเรียกร้องให้สหรัฐฯ ทบทวนการตัดสินใจ
- กลุ่มสิทธิมนุษยชนชี้ว่าอาวุธเหล่านี้อาจถูกใช้ในการโจมตีพลเรือน
- หลายประเทศในตะวันออกกลางแสดงความกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงในภูมิภาค
ผลกระทบต่อความสัมพันธ์สหรัฐฯ-อิสราเอล
การอนุมัติขายอาวุธครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสหรัฐฯ ในเวทีโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศที่คัดค้านนโยบายของอิสราเอล
ท่าทีของรัฐบาลไบเดน
รัฐบาลของประธานาธิบดีโจ ไบเดน ให้เหตุผลว่าการขายอาวุธครั้งนี้เป็นไปเพื่อรักษาความมั่นคงของอิสราเอล ซึ่งเป็นพันธมิตรที่สำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาค แต่ก็ยอมรับว่ามีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อพลเรือนในกาซา โดยระบุว่าจะมีการติดตามการใช้ประโยชน์จากอาวุธดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าการอนุมัติครั้งนี้อาจส่งผลให้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางเพิ่มสูงขึ้น และอาจเป็นอุปสรรคต่อความพยายามในการเจรจาหยุดยิงระหว่างอิสราเอลและกลุ่มฮามาส



