ทรัมป์ประกาศภาษีศุลกากรตอบโต้ 10% แก่ทุกประเทศ เริ่ม 5 เม.ย.
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา ประกาศนโยบายภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) โดยจะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศในอัตรา 10% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 5 เมษายนนี้ การประกาศดังกล่าวสร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการค้าโลก เนื่องจากเป็นการดำเนินการที่รุนแรงและกว้างขวางกว่าที่หลายฝ่ายคาดการณ์ไว้
นอกจากอัตราภาษีพื้นฐาน 10% แล้ว ทรัมป์ยังประกาศเพิ่มภาษีสำหรับประเทศที่ถูกระบุว่ามีกำแพงภาษีสูงหรือมีอุปสรรคทางการค้าที่ไม่เป็นธรรมต่อสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีน ที่จะถูกเก็บภาษีเพิ่มเติมอีก 34% รวมเป็นภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนถึง 54% ขณะที่สหภาพยุโรปจะถูกเก็บภาษี 20% ญี่ปุ่น 24% เกาหลีใต้ 25% และเวียดนาม 46%
มาตรการนี้ถือเป็นหนึ่งในนโยบายที่เข้มงวดที่สุดของทรัมป์ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศและลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐ ทรัมป์กล่าวว่า "ถึงเวลาที่อเมริกาจะต้องได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมในการค้าระหว่างประเทศ" โดยย้ำว่าสหรัฐถูกเอาเปรียบมานาน และนโยบายนี้จะช่วยฟื้นฟูความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจเตือนว่าการขึ้นภาษีครั้งใหญ่นี้อาจนำไปสู่สงครามการค้ารอบใหม่ และส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานโลก รวมถึงอาจทำให้ราคาสินค้าในสหรัฐสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อผู้บริโภคชาวอเมริกันโดยตรง นอกจากนี้ ยังมีความกังวลว่าประเทศคู่ค้าอาจตอบโต้ด้วยมาตรการทางการค้าที่คล้ายคลึงกัน ซึ่งจะยิ่งซ้ำเติมความตึงเครียดทางการค้าโลก
ตลาดการเงินทั่วโลกตอบสนองต่อข่าวนี้ด้วยความผันผวน โดยดัชนีหุ้นสำคัญในเอเชียและยุโรปปรับตัวลดลง ขณะที่นักลงทุนหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น ทองคำและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ธนาคารกลางหลายประเทศเตรียมประเมินผลกระทบและอาจปรับนโยบายการเงินเพื่อรับมือกับแรงกดดันจากเงินเฟ้อที่อาจสูงขึ้น
รัฐบาลไทยในฐานะประเทศคู่ค้าสำคัญของสหรัฐ กำลังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยกระทรวงพาณิชย์เตรียมเจรจากับฝ่ายสหรัฐเพื่อหาทางออกที่เหมาะสม ขณะที่ผู้ส่งออกไทยต้องเตรียมรับมือกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นและความไม่แน่นอนทางการค้า



