สว.เปรมศักดิ์เสนอตั้งกรรมาธิการร่วมหาข้อสรุปเรื่องอาหารและผู้ช่วย สส. ชี้สังคมอย่ามองนักการเมืองเป็นเศรษฐีพันล้าน
เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับข้อเสนอของ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคไทยภักดี ที่ให้มีการทบทวนเรื่องอาหารของสมาชิกรัฐสภาและการลดจำนวนผู้ช่วย สส. โดยระบุว่าเป็นข้อเสนอที่น่ารับฟังและควรให้กรรมาธิการทั้งสองสภาพิจารณาร่วมกัน
แนะตั้งกรรมาธิการร่วมหาข้อสรุปชัดเจน
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า มีคณะกรรมาธิการที่ทำงานด้านนี้อยู่แล้ว ได้แก่ คณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมาธิการกิจการของวุฒิสภา เพื่อรวบรวมข้อมูลตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันอย่างชัดเจนและเป็นประโยชน์ โดยควรให้กรรมาธิการทั้งสองสภาพิจารณาร่วมกันในบางประเด็นที่มีความเกี่ยวข้องกัน ซึ่งเรื่องอาหารและผู้ช่วย สส.นี้สามารถพิจารณาร่วมกันได้
สำหรับความคิดเห็นส่วนตัวนั้น สว.เปรมศักดิ์ มองว่าข้อมูลบางส่วนถูกต้อง แต่บางส่วนยังคลาดเคลื่อนและต้องอ้างอิงตามความเป็นจริง เช่น ประเด็นบำเหน็จบำนาญ โดยในฐานะที่เคยเป็นอดีต สส. เป็นเวลา 12 ปี ได้รับเงินบำเหน็จบำนาญเพียง 14,300 บาทต่อเดือน และได้รับเพียง 10 ปีก็หมดไป ไม่เหมือนกับบำเหน็จบำนาญราชการที่ได้รับตลอดชีวิต
สังคมอย่ามองนักการเมืองเป็นเศรษฐีพันล้าน
นพ.เปรมศักดิ์ เน้นย้ำว่า อย่าไปมองว่าสมาชิกรัฐสภาทุกคนเป็นมหาเศรษฐีที่มีเงินเป็นพันล้านหรือหมื่นล้านบาท เพราะกรณีดังกล่าวเป็นสมาชิกรุ่นหลังที่มีกระแสการเงินสูงเท่านั้น โดยสังคมไม่ควรต้องการให้สมาชิกรัฐสภามาจากมหาเศรษฐีเพียงอย่างเดียว แต่ควรมาจากคนธรรมดาทั่วไปด้วย จึงต้องมองให้รอบด้าน
เขายกตัวอย่างว่า ในอดีตมี สส.ท่านหนึ่งที่หลังจากหมดบทบาททางการเมืองแล้วอยู่อย่างลำเค็ญมาก หรือบางคนปลูกกระท่อมอยู่ปลายนา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่ใช่ทุกคนจะมีฐานะร่ำรวย
ปฏิเสธให้ความเห็นกรณีอาหารหัวละ 1,000 กว่าบาท
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับกรณีการเลี้ยงอาหาร สส.หัวละ 1,000 กว่าบาทต่อครั้ง นพ.เปรมศักดิ์ ปฏิเสธให้ความเห็นโดยระบุว่าควรให้กองคลังเป็นผู้ตรวจสอบเนื่องจากไม่มีข้อมูล แต่ในยุคสภาหินอ่อนที่ตั้งอยู่บริเวณสวนสัตว์เขาดินก็มีการเลี้ยงอาหารมาก่อนและไม่ได้ฟุ่มเฟือยอะไร หากจะพิจารณาต้องดูรายจ่ายต่อหัวและวิธีการดูแลให้พอเหมาะพอสม
ชี้รายจ่ายสังคมของนักการเมืองสูงมาก
สำหรับคำถามที่ว่ารายได้ของ สส. รวมแล้วนับแสนบาทจะสามารถจ่ายค่าอาหารเองได้หรือไม่ นพ.เปรมศักดิ์ ตอบว่า คนธรรมดาสามัญอาจไม่ต้องใส่ซองให้ชาวบ้านหรือช่วยงานการกุศลเหมือนสมาชิกรัฐสภา ซึ่งรายจ่ายด้านนี้มีจำนวนมากและไม่สามารถปฏิเสธได้
แม้ตนจะมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาแล้ว ชาวบ้านก็ยังเชิญไปร่วมงาน และเมื่อไปร่วมงานก็ต้องช่วยชาวบ้านด้วย ซึ่งเป็นรายจ่ายที่ไม่มีใครพูดถึง เมื่อเทียบกับรายได้ของสมาชิกรัฐสภาแล้ว ย่อมไม่เพียงพอต่อค่าใส่ซอง โดยเฉพาะในฤดูกฐิน ผ้าป่า หรืองานบุญบั้งไฟในภาคอีสาน
เขามองว่า การเกื้อหนุนเล็กน้อยนี้ทำให้ สส. มีกำลังใจในการทำงาน และส่วนตัวไม่ขัดข้องหากเสียงส่วนใหญ่เห็นอย่างไรก็พร้อมปฏิบัติตาม พร้อมเน้นว่าไม่มีอาชีพไหนที่จะเสียภาษีสังคมเท่ากับอาชีพนักการเมือง โดยอ้างอิงจากประสบการณ์ที่เคยดำรงตำแหน่งทั้ง สส. และ สว. รวมถึงเคยเป็นนักการเมืองท้องถิ่นมาก่อน
เสนอแนะให้ประธานรัฐสภาตั้งกรรมาธิการหาข้อยุติ
ในท้ายที่สุด นพ.เปรมศักดิ์ ได้เสนอแนะให้ประธานรัฐสภาตั้งคณะกรรมาธิการร่วมระหว่าง สส. และ สว. มาพิจารณาในเรื่องนี้ เนื่องจากเป็นประเด็นที่กระทบกับความรู้สึกของประชาชน เพื่อหาข้อยุติได้อย่างชัดเจน และไม่ให้เป็นข้อครหาหรือการพูดโดยไม่มีข้อมูลต่อไป



