นายกฯ อนุทิน เตรียมลงพื้นที่ยะลา-นราธิวาส ตรวจเยี่ยมใต้ หลายฝ่ายคาดเชื่อมโยงคดียิง สส.กมลศักดิ์
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มีกำหนดการเดินทางลงพื้นที่จังหวัดยะลาในวันศุกร์นี้ ตามกำหนดการที่แจ้งโดยสำนักนายกรัฐมนตรีระบุว่าเป็นการลงไปตรวจเยี่ยมและมอบนโยบายการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ อย่างไรก็ตาม หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้อาจมีวัตถุประสงค์เพื่อรับทราบรายละเอียดคดียิง สส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนราธิวาสเขต 5 พรรคประชาชาติ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569
กำหนดการเดินทางและกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง
การเดินทางของนายอนุทินในวันที่ 17 เมษายน 2569 จะเป็นแบบเช้าไปเย็นกลับ โดยมีกำหนดออกเดินทางจากสนามบินดอนเมืองในเวลา 8.20 น. จากกรุงเทพฯ ไปยังนราธิวาส จากนั้นจะใช้เฮลิคอปเตอร์เดินทางต่อไปที่ยะลา และมีกำหนดเดินทางกลับกรุงเทพฯ ในเวลา 14.55 น. การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการแก้ไขปัญหาความมั่นคงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทางยุทธศาสตร์
ความคืบหน้าคดียิง สส.กมลศักดิ์
ล่าสุดเมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569 พลโทนราธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ได้เปิดแถลงข่าวความคืบหน้าคดี โดยระบุว่าหลังเกิดเหตุ ตำรวจได้สืบสวนและรวบรวมพยานหลักฐานดำเนินคดีอย่างเต็มที่ โดยออกหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมด 5 คน เจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมผู้ก่อเหตุได้ 4 คนแล้ว ได้แก่
- นายสมพร (สงวนนามสกุล)
- นายอลาวี (สงวนนามสกุล)
- นายสุนทร (สงวนนามสกุล) เจ้าของอู่รถที่อำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส
- นายธนภัทร (สงวนนามสกุล) ซึ่งคาดว่าเป็นมือปืน
ขณะนี้ผู้ต้องหาอยู่ระหว่างการซักถาม และยังอยู่ระหว่างการติดตามอีก 1 คน คือ ร้อยเอกวิโรจน์ (ซึ่งคาดว่าเป็นมือปืนอีก 1 คน) ส่วนมูลเหตุจูงใจในการก่อเหตุยังอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานเพิ่มเติม
กิจกรรมส่วนตัวและการเชื่อมโยงกับนโยบายสาธารณะ
ก่อนหน้านี้ นายอนุทินได้ลงภาพครอบครัวในโซเชียลมีเดีย Facebook ส่วนตัว Anuthin Charnvirakul ระบุข้อความว่า ครบรอบวันเกิดคุณแม่ทัศนีย์ ชาญวีรกูล ซึ่งปีนี้ตรงกับวันผู้สูงอายุพอดี สะท้อนถึงความสำคัญของครอบครัวและนโยบายสังคม ในขณะเดียวกัน การลงพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาความมั่นคงและพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว
การลงพื้นที่ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความสนใจของสาธารณชนและสื่อมวลชน เนื่องจากอาจเชื่อมโยงกับคดีความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาค หลายฝ่ายหวังว่าการเยี่ยมชมของนายกรัฐมนตรีจะช่วยส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐบาลและชุมชนท้องถิ่นในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน



