ศิริกัญญายันยื่นตีความพ.ร.ก.กู้เงินไม่กระทบเยียวยา
นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่พรรคร่วมฝ่ายค้านยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้ตีความพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 400,000 ล้านบาท ว่า การดำเนินการดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่อกระบวนการเยียวยาประชาชนที่กำลังดำเนินอยู่ รัฐบาลสามารถเดินหน้ากู้เงินเพื่อเยียวยาได้ทันที โดยไม่ต้องรอคำวินิจฉัยจากศาล
รายละเอียดของพ.ร.ก.กู้เงิน
พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าวมีความยาวเพียง 5 หน้า โดยไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบการกู้เงินหรือรายละเอียดของโครงการที่จะใช้วงเงินดังกล่าว ซึ่งแตกต่างจากการขอสินเชื่อทั่วไปที่ต้องมีเอกสารประกอบจำนวนมาก นอกจากนี้ยังแตกต่างจากพ.ร.ก.กู้เงินในช่วงโควิด-19 ที่มีการกำหนดกลไกกลั่นกรอง โดยมีเลขาธิการสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นประธานคณะกรรมการ
โครงสร้างคณะกรรมการกลั่นกรอง
ในครั้งนี้ รัฐบาลได้เปลี่ยนแปลงโครงสร้างคณะกรรมการกลั่นกรอง โดยให้ปลัดกระทรวงการคลังเป็นประธาน จากเดิมที่เลขาธิการสภาพัฒน์ทำหน้าที่ดังกล่าว ขณะที่สำนักงานบริหารหนี้สาธารณะรับหน้าที่ประเมินโครงการ ส่งผลให้กระทรวงการคลังมีบทบาททั้งในฐานะผู้กู้ ผู้กลั่นกรอง และผู้ตรวจสอบในกระบวนการเดียวกัน
บัญชีแนบท้ายและแผนการเยียวยา
บัญชีแนบท้ายของพ.ร.ก.ระบุกรอบการใช้จ่ายในลักษณะกว้าง โดยแผนการเยียวยาครอบคลุมเกษตรกรและผู้ประกอบการ อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่าโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพียงโครงการเดียวใช้งบประมาณประมาณ 1.7 แสนล้านบาท หรือเกือบทั้งหมดของวงเงินสำหรับแผนดังกล่าว ส่วนแผนเปลี่ยนผ่านพลังงานซึ่งเป็นอีกองค์ประกอบสำคัญ มีการกำหนดขอบเขตกว้างไปจนถึงการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะแรงงาน ทำให้เกิดคำถามถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการบรรจุไว้ในกฎหมายกู้เงินฉบับนี้
ผลกระทบต่อการเยียวยา
นางสาวศิริกัญญากล่าวว่า การยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลเพียงชะลอกระบวนการอนุมัติจากรัฐสภาออกไปไม่เกิน 60 วันเท่านั้น และแม้ศาลจะวินิจฉัยว่าพ.ร.ก.บางส่วนขัดรัฐธรรมนูญ ก็อาจกระทบเฉพาะแผนเปลี่ยนผ่านพลังงาน ขณะที่รัฐบาลสามารถเดินหน้ากู้เงินในส่วนของแผนเยียวยาได้ก่อน
ข้อวิจารณ์รูปแบบการแจกเงิน
ส่วนข้อวิจารณ์เกี่ยวกับรูปแบบการแจกเงินเยียวยาที่ถูกมองว่าเป็นลักษณะ “สุ่ม” และ “เกือบถ้วนหน้า” ซึ่งอาจทำให้ผู้เดือดร้อนบางส่วนไม่ได้รับสิทธิหรือจำเป็นต้องรอการพิจารณาในรอบถัดไปนั้น นางสาวศิริกัญญาเห็นว่าควรใช้กลไกของรัฐสภาในการตรวจสอบและคัดค้าน มากกว่าการใช้กลไกศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาแทรกแซง
ยืนยันหลักการไม่ขยายอำนาจศาล
นางสาวศิริกัญญากล่าวต่อว่า การยื่นคำร้องของพรรคร่วมฝ่ายค้านครั้งนี้ พรรคประชาชนยืนยันว่าใช้อำนาจที่มีในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ากฎหมายระดับพ.ร.ก.ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งเป็นขอบเขตอำนาจของศาลตามหลักการ แตกต่างกับกรณีที่มีนักร้องเจ้าประจำคอยยื่นคำร้องให้ศาลตีความในประเด็นต่างๆ อย่างกว้างขวาง จนนำไปสู่การขยายขอบเขตอำนาจของศาล เป็นสิ่งที่เรียกว่า “นิติสงคราม” เพียงเพื่อเล่นงานฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง
นางสาวศิริกัญญาย้ำขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าพรรคประชาชนจะไม่เข้าร่วมในสิ่งที่ต่อต้าน และยังยึดหลักการเดินหน้าทำงานโดยยึดผลประโยชน์ของประชาชนและหลักการประชาธิปไตยระบบรัฐสภาแบบที่ควรจะเป็น



