การประท้วง 'No Kings' ปะทุทั่วสหรัฐฯ ลามถึงยุโรป สะท้อนความกังวลประชาธิปไตย-ค่าครองชีพ
สำนักข่าว CNN รายงานการประท้วงภายใต้ชื่อ 'No Kings' ที่เกิดขึ้นทั่วสหรัฐอเมริกาเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 มีนาคม 2569) ตามเวลาท้องถิ่น โดยมีผู้เข้าร่วมจำนวนมากในหลายเมืองใหญ่ รวมถึงการชุมนุมขนาดเล็กในเขตชานเมืองและพื้นที่ชนบท แม้กระทั่งในรัฐที่มีแนวโน้มสนับสนุนพรรครีพับลิกัน ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวยังขยายไปถึงหลายประเทศในยุโรป สะท้อนการรับรู้ในระดับนานาชาติ
การขยายฐานการเคลื่อนไหวสู่รัฐสีแดงและยุโรป
ผู้จัดการประท้วงระบุว่า เกือบครึ่งหนึ่งของการประท้วงเกิดขึ้นใน 'รัฐสีแดง' หรือรัฐสมรภูมิ เพื่อขยายฐานการเคลื่อนไหวออกนอกพื้นที่ที่เป็นฐานเสียงเดิมของพรรคเดโมแครต โดยเอซรา เลวิน ผู้ร่วมก่อตั้งองค์กร Indivisible Project ชี้ว่า นี่เป็นความพยายามเชิงยุทธศาสตร์ในการสร้างการมีส่วนร่วมในวงกว้างมากขึ้น
บรรยากาศส่วนใหญ่สงบแต่มีเหตุปะทะเล็กน้อย
แม้การชุมนุมส่วนใหญ่ดำเนินไปอย่างสงบ แต่มีเหตุการณ์ปะทะเล็กน้อย เช่น การจับกุมผู้ชุมนุม 75 คนในลอสแอนเจลิสจากการไม่ยอมสลายตัว และการเผชิญหน้าทางวาจาระหว่างผู้สนับสนุน ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์กับผู้ประท้วงในรัฐฟลอริดา ด้านโฆษกทำเนียบขาว โดยอะบิเกล แจ็กสัน ให้ความเห็นปฏิเสธความสำคัญของการชุมนุมโดยระบุว่า เป็นกิจกรรมสำหรับคนที่กำลังบำบัดโรคเกลียดชังทรัมป์ และสื่อที่รายงานข่าวก็ถูกจ้างมา
แรงจูงใจหลากหลายของผู้ประท้วง
แรงจูงใจของผู้ประท้วงมีความหลากหลาย ครอบคลุมประเด็นสำคัญหลายด้าน:
- ความกังวลเรื่องประชาธิปไตย: เช่น ทอม อาร์นดอร์เฟอร์ ในมินนิอาโปลิส ที่มองว่าประชาธิปไตยกำลังถูกคุกคาม
- นโยบายตรวจคนเข้าเมือง: ริซ ฮอร์เตกา แสดงจุดยืนสนับสนุนการยกเลิกหน่วยงานตรวจคนเข้าเมือง (ICE) และเรียกร้องสิทธิของผู้อพยพ
- ค่าครองชีพที่เพิ่มสูง: เทเรซา กันเนลล์ กล่าวถึงราคาอาหารและน้ำมัน รวมถึงความกังวลเรื่องการเข้าถึงระบบสาธารณสุข
- สถานการณ์สงครามกับอิหร่าน: ตูราจ โมดัส วัย 70 ปี ในลอสแอนเจลิส ระบุว่าออกมาร่วมประท้วงเพื่อต่อต้านสงครามอิหร่าน
เสียงสะท้อนจากผู้เข้าร่วมหลากหลายกลุ่ม
ผู้ประท้วงทั้งหน้าใหม่และมากประสบการณ์ต่างแบ่งปันมุมมอง:
- ฌอน ฟูจิอุ จากชิคาโก ซึ่งมีพื้นฐานครอบครัวเคยถูกกักกันในค่ายช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ระบุว่า เธอเติบโตมากับมรดกแห่งความยุติธรรมทางสังคม และการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมเป็นมรดกที่ต้องสืบต่อ
- คริส โฮลี และลูกชาย นิโคลัส โฮลี ในชิคาโก ออกมาประท้วงเป็นครั้งแรก โดยระบุว่าต้องการแสดงความไม่พอใจต่อสิ่งที่มองว่าเป็นความไม่ยุติธรรมในสังคม
- ผู้นำแรงงาน เฟดริก อินแกรม ในพอร์ตแลนด์ รัฐโอเรกอน เน้นย้ำว่าประชาชนควรมีความหวัง ไม่ใช่ความกลัว และชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงควรเกิดผ่านกระบวนการประชาธิปไตย เช่น การเลือกตั้ง
- เจนนิเฟอร์ วิลเคนส์ ผู้อพยพจากเยอรมนี แสดงความกังวลเชิงประวัติศาสตร์ โดยเปรียบเทียบสถานการณ์กับยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2
- จินนี ผู้ประท้วงวัย 81 ปี ในนิวยอร์ก ซึ่งเคยร่วมเคลื่อนไหวต่อต้านสงครามเวียดนาม ระบุว่า สถานการณ์ปัจจุบันสร้างความยากลำบากมากกว่าที่เธอเคยประสบ พร้อมแสดงความกังวลต่อการตัดงบประมาณ Medicaid และสวัสดิการอาหาร
การสนับสนุนจากบุคคลสาธารณะ
การชุมนุมยังได้รับความสนใจจากบุคคลสาธารณะหลายคน อาทิ เจน ฟอนดา, โจน เบเอซ, ทิม วอลซ์, อิลฮาน โอมาร์ และ เบอร์นี แซนเดอร์ส รวมถึง บรูซ สปริงสทีน ที่ขึ้นเวทีและแสดงบทเพลงประท้วง ซึ่งช่วยเสริมสร้างความตระหนักรู้ในวงกว้าง
โดยรวมแล้ว การประท้วง 'No Kings' ในวันที่ 30 มีนาคม 2569 สะท้อนถึงความกังวลที่ลึกซึ้งของผู้คนในสหรัฐอเมริกาและยุโรปต่อประเด็นประชาธิปไตย นโยบายรัฐ และเศรษฐกิจ ซึ่งอาจส่งผลต่อบรรยากาศทางการเมืองและสังคมในอนาคต



