ดร.ปริญญา ตั้งคำถาม กกต. แจ้งตัวเลขประชามติแต่ไม่สรุปผล ชี้ทำงานแย่กว่าเมื่อ 10 ปีก่อน
ดร.ปริญญาตั้งคำถาม กกต. ไม่สรุปผลประชามติ ชี้ทำงานแย่ลง

ดร.ปริญญา ตั้งข้อสังเกตการทำงานของ กกต. หลังประกาศผลประชามติไม่สรุปผลอย่างชัดเจน

ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล อาจารย์ประจำภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับการประกาศผลการออกเสียงประชามติของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยชี้ให้เห็นถึงความแปลกใจที่ กกต. ประกาศเฉพาะตัวเลขจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ แต่กลับไม่มีการสรุปผลอย่างเป็นทางการว่า การขอความเห็นชอบจากประชาชนในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ผ่านหรือไม่ผ่านตามเงื่อนไขกฎหมาย

ความไม่ชัดเจนในการประกาศผลและข้อกังวลต่อความชอบธรรม

ดร.ปริญญา อ้างอิงถึง พ.ร.บ.ประชามติ มาตรา 13 ที่กำหนดให้ใช้เสียงข้างมากของผู้มาออกเสียง โดยเปรียบเทียบระหว่างเสียงเห็นชอบกับไม่เห็นชอบ และต้องมีเงื่อนไขเพิ่มเติมว่าเสียงเห็นชอบต้องสูงกว่าคะแนนเสียงไม่แสดงความคิดเห็นด้วย จึงจะถือว่าผ่าน จากผลการออกเสียงประชามติวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 พบว่า มีผู้เห็นชอบ 21,621,638 คน ไม่เห็นชอบ 11,241,653 คน และไม่แสดงความคิดเห็น 3,074,330 คน ซึ่งหากคำนวณตามหลักการนี้ ย่อมสรุปได้ว่า การขอความเห็นชอบผ่านประชามติแล้ว แต่ทำไม กกต. กลับไม่สรุปผลดังกล่าว และปล่อยให้ประชาชนต้องตีความเอาเอง

อาจารย์ปริญญายังได้เปรียบเทียบกับการประกาศผลประชามติเห็นชอบรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งในครั้งนั้น กกต. แม้จะไม่สรุปผลผ่านหรือไม่ผ่านอย่างชัดเจนเช่นกัน แต่ได้มีการระบุเปอร์เซ็นต์ของเสียงเห็นชอบและไม่เห็นชอบไว้ ทำให้ง่ายต่อการเข้าใจผลลัพธ์ ในขณะที่การประกาศผลประชามติครั้งล่าสุดนี้ กกต. ไม่เพียงแต่ไม่สรุปผล แต่ยังไม่ระบุเปอร์เซ็นต์ใดๆ ไว้ในประกาศราชกิจจานุเบกษา ซึ่งถือเป็นการทำงานที่แตกต่างและใช้เวลานานเกือบหนึ่งเดือน ขณะที่ในอดีตใช้เวลาเพียงสามวันเท่านั้น

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ข้อสงสัยเกี่ยวกับการคำนวณเปอร์เซ็นต์และผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือ

ดร.ปริญญา ชี้ให้เห็นว่า กกต. ได้เคยแจ้งเปอร์เซ็นต์ในเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 โดยระบุว่า มีผู้เห็นชอบ 58.64% ไม่เห็นชอบ 30.46% ไม่แสดงความคิดเห็น 8.34% และบัตรเสีย 2.56% ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับประชามติปี 2560 ที่มีผู้เห็นชอบ 61.35% อาจทำให้ดูเหมือนว่าเปอร์เซ็นต์การเห็นชอบในครั้งนี้ต่ำกว่า และอาจถูกนำไปใช้เป็นข้ออ้างในการตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

อย่างไรก็ตาม อาจารย์ปริญญาได้อธิบายเพิ่มเติมว่า หากคำนวณเปอร์เซ็นต์โดยพิจารณาเฉพาะเสียงเห็นชอบและไม่เห็นชอบ โดยไม่รวมเสียงงดออกเสียงและบัตรเสีย เช่นเดียวกับการคำนวณในประชามติปี 2560 จะพบว่า เปอร์เซ็นต์เสียงเห็นชอบในครั้งนี้อยู่ที่ 65.81% ซึ่งสูงกว่าปี 2560 ที่ 61.35% สิ่งนี้ทำให้เกิดคำถามว่า ทำไม กกต. จึงเลือกวิธีคำนวณที่แตกต่างออกไป และอาจมีเจตนาแอบแฝงเพื่อลดเปอร์เซ็นต์การเห็นชอบหรือไม่

วิจารณ์การทำงานของ กกต. ชุดปัจจุบันและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนาองค์กร

ดร.ปริญญา ยังได้กล่าวถึงประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น จำนวนผู้ไปใช้สิทธิออกเสียงประชามติที่น้อยกว่าผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งถึงหนึ่งล้านคน ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจาก กกต. เปิดลงทะเบียนประชามตินอกเขตเพียงสามวัน ทำให้หลายคนไม่ทันการลงทะเบียน โดย กกต. ไม่ได้แสดงความรับผิดชอบใดๆ ต่อปัญหาดังกล่าว อาจารย์ปริญญาชี้ว่า การทำงานของ กกต. ชุดนี้ดูแย่ลงเมื่อเทียบกับเมื่อสิบปีที่แล้ว และเรียกร้องให้องค์กรควรพัฒนาตนเองให้ดีขึ้น รวมถึงเปิดกว้างรับฟังเสียงวิจารณ์จากประชาชน แทนที่จะไปกล่าวหาหรือฟ้องร้องผู้ที่แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์

ในท้ายที่สุด ดร.ปริญญา เน้นย้ำว่า ไม่มีใครสามารถทำลายความน่าเชื่อถือของ กกต. ได้นอกจากตัวองค์กรเอง ซึ่งการทำงานที่โปร่งใสและเป็นมาตรฐานจะช่วยเสริมสร้างความไว้วางใจจากสาธารณชนได้มากยิ่งขึ้น