นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบ 2570 ดึงงบค้างท่อแสนล้านรับมือวิกฤต
นายกฯ ถก 4 หน่วยงานวางกรอบงบ 2570 ดึงงบค้างท่อแสนล้าน

เมื่อเวลา 10.20 น. วันที่ 22 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมพิจารณากรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 ระหว่าง 4 หน่วยงาน ประกอบด้วย สำนักงบประมาณ กระทรวงการคลัง สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายปิติ ดิษยทัต รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายกฯ เน้นปรับลดงบไม่จำเป็น

นายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดการประชุมว่า การประชุมวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนวงเงินงบประมาณรายจ่ายปี 2570 รวมถึงกำหนดกรอบประมาณการรายจ่าย รายรับ และฐานะการคลังล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 3 ปี เพื่อให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายสำคัญภายใต้สถานการณ์โลกที่ผันผวน โดยเฉพาะการสู้รบในตะวันออกกลางที่กระทบความมั่นคงทางพลังงานและเศรษฐกิจไทย ภาครัฐจึงต้องปรับวิธีการทำงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุด ใช้ทรัพยากรให้น้อยลง ส่งผลให้การจัดทำงบประมาณปี 2570 มีข้อจำกัดเพิ่มขึ้น การรักษาวินัยการเงินการคลังและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจจึงจำเป็นต้องปรับลดงบประมาณที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันให้มากที่สุด

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า การวางแผนงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุดนั้น ตนได้แถลงแนวทางและวิธีการจัดทำงบประมาณปี 2570 ให้ส่วนราชการต่างๆ รับทราบแล้ว จึงขอให้ทุกฝ่ายพิจารณาทบทวนวงเงินให้สอดคล้องกับแนวทางของรัฐบาล และดำเนินการตามไทม์ไลน์ที่สำนักงบประมาณคาดการณ์ไว้ เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรัฐสภาและให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันแรกของปีงบประมาณ 2570

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เอกนิติ เผยแผนดึงงบค้างท่อ

นายเอกนิติ เปิดเผยว่า การประชุมร่วม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจหลักเป็นการหารือเข้มเพื่อร่วมกันคาดการณ์ทิศทางเศรษฐกิจไทยปี 2570 เพื่อใช้เป็นฐานข้อมูลในการจัดสรรทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเป็นการปฏิบัติการขั้นที่ 2 หลังจากรับนโยบายจากนายกรัฐมนตรี โดยรัฐบาลมีคำสั่งให้หน่วยงานราชการทุกแห่งตรวจสอบและตัดลดงบประมาณรายจ่ายปี 2570 ในส่วนที่ไม่จำเป็น โดยเฉพาะงบศึกษาดูงานต่างประเทศ งบก่อสร้างอาคารราชการแห่งใหม่ที่ยังไม่เร่งด่วน และโครงการพัฒนาจังหวัดที่ไม่จำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบัน

เป้าหมายหลักคือการนำข้อมูลคาดการณ์เศรษฐกิจปี 2570 มาเป็นกรอบบริหารจัดการงบประมาณอย่างต่อเนื่อง โดยโยกย้ายเม็ดเงินจากส่วนที่ไม่จำเป็นไปจัดสรรใหม่ในหมวดที่สร้างประโยชน์มากกว่า โดยเฉพาะโครงการที่ช่วยลดภาระรายจ่ายภาครัฐในระยะยาว เช่น การเปลี่ยนงบก่อสร้างมาเป็นการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนอาคารราชการ ซึ่งช่วยลดค่าไฟฟ้าที่เป็นรายจ่ายประจำ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินให้รัฐบาลมีงบประมาณสำรองเพียงพอต่อการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจในอนาคต

หนี้สาธารณะยังมีช่องว่าง

นายเอกนิติ กล่าวต่อไปว่า สถานการณ์หนี้สาธารณะปัจจุบันอยู่ที่ 66% ขณะที่เพดานหนี้สาธารณะอยู่ที่ 70% ของ GDP ทำให้ยังมีช่องว่างในการกู้เงินได้อีกประมาณ 4% หรือราว 800,000 ล้านบาท เพดานหนี้ดังกล่าวกำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลัง และสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม เช่นเดียวกับที่เคยปรับขึ้นในช่วงวิกฤตโควิด-19 อย่างไรก็ตาม ก่อนพิจารณากู้เงินเพิ่ม รัฐบาลมีนโยบายบริหารจัดการงบประมาณที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดก่อน เพื่อเตรียมกระสุนทางการเงินรองรับวิกฤตพลังงานและสถานการณ์ตะวันออกกลาง

รัฐบาลวางแผนรวบรวมเม็ดเงิน 2 ส่วนหลัก ได้แก่ การทบทวนงบประมาณรายจ่ายปี 2569 และการปรับรื้อร่างงบประมาณปี 2570 สำหรับงบปี 2569 รัฐบาลจะดึงเงินงบประมาณจากหน่วยงานที่ยังไม่ได้ดำเนินการจัดทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้างภายในวันที่ 30 เมษายนนี้กลับคืนมา คาดว่าจะได้ประมาณ 70,000 - 100,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับงบกลางที่เหลืออีกประมาณ 25,000 ล้านบาท จะมีเม็ดเงินสำรองรวม 95,000 - 125,000 ล้านบาท การดำเนินการดังกล่าวต้องออกมาตรการผ่านพระราชบัญญัติโอนงบประมาณ คล้ายกับแนวทางที่เคยใช้ในช่วงวิกฤตโควิด-19 คาดว่าจะเสนอเข้าสู่สภาได้เร็วที่สุดในช่วงกลางเดือนมิถุนายนนี้