สภาผู้แทนราษฎรลงมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2568
สภาลงมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2568

สภาผู้แทนราษฎรได้ลงมติเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2567 เพื่อรับหลักการร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 ด้วยคะแนนเสียงเห็นชอบ 296 เสียง ไม่เห็นชอบ 150 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง ส่งผลให้ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการพิจารณาในวาระแรกไปได้อย่างราบรื่น

สาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ

ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2568 มีวงเงินงบประมาณรวมทั้งสิ้น 3.48 ล้านล้านบาท โดยเพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 1.8% ซึ่งเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังของประเทศ งบประมาณดังกล่าวมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤตโควิด-19 การพัฒนาระบบสาธารณสุข การศึกษา และโครงสร้างพื้นฐานด้านดิจิทัล

การอภิปรายในสภา

การอภิปรายในสภากินเวลานานกว่า 10 ชั่วโมง โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง ฝ่ายค้านได้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณที่ไม่สมดุล โดยเฉพาะในส่วนของงบประมาณด้านการป้องกันประเทศที่เพิ่มขึ้น ขณะที่งบประมาณด้านสวัสดิการสังคมกลับลดลง อย่างไรก็ตาม ฝ่ายรัฐบาลชี้แจงว่าการเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์และความมั่นคงรูปแบบใหม่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • งบประมาณด้านการศึกษาเพิ่มขึ้น 5% เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำ
  • งบประมาณด้านสาธารณสุขเพิ่มขึ้น 3% โดยเน้นการพัฒนาระบบบริการปฐมภูมิและการป้องกันโรค
  • งบประมาณด้านโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มขึ้น 4% เพื่อพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและระบบดิจิทัล

ขั้นตอนต่อไป

หลังจากผ่านวาระแรกแล้ว ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณจะถูกส่งต่อไปยังคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณารายละเอียด โดยมีกำหนดเวลา 30 วันในการพิจารณาก่อนส่งกลับเข้าสู่สภาเพื่อลงมติในวาระที่สองและสาม คาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2567 เพื่อให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป

ปฏิกิริยาจากภาคส่วนต่างๆ

ภาคเอกชนและนักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่แสดงความเห็นว่างบประมาณดังกล่าวมีความเหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบัน แม้ว่าบางส่วนจะกังวลเกี่ยวกับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น แต่ก็มองว่าการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว

ด้านองค์กรพัฒนาเอกชนบางแห่งวิพากษ์วิจารณ์ว่างบประมาณด้านสิ่งแวดล้อมและพลังงานสะอาดยังคงมีสัดส่วนน้อยเกินไปเมื่อเทียบกับความท้าทายด้าน气候变化 โดยเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณในส่วนนี้ในการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ