สิงคโปร์เปิดแผนงบประมาณ 2026 เน้น AI-ความมั่นคง-สวัสดิการ 5 นโยบายหลักจากนายกฯ ลอว์เรนซ์ หว่อง
การแถลงแผนการใช้งบประมาณประจำปีของ ลอว์เรนซ์ หว่อง นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสิงคโปร์ ได้สร้างความสนใจจากทั่วโลกอีกครั้ง ด้วยสุนทรพจน์ยาวกว่า 1 ชั่วโมงที่เสนอโรดแมปเชิงยุทธศาสตร์ชาติและแผนเพิ่มงบประมาณในด้านสำคัญๆ เพื่อนำพาประเทศฝ่าความท้าทายรอบด้าน ตั้งแต่ค่าครองชีพ การลดภาษีธุรกิจ การออกสวัสดิการ การอัดฉีดภาคการศึกษา การสนับสนุนแรงงานรายได้น้อย ไปจนถึงการลงทุนหนักในเทคโนโลยี โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งถือเป็นตัวขับเคลื่อนภาคธุรกิจและเศรษฐกิจที่จะปูทางสู่พัฒนาการระยะถัดไปของสิงคโปร์
1. ยอมรับความจริงใหม่ ยุคระเบียบโลกเก่าจบสิ้นแล้ว
นายกฯ หว่องถือเป็นผู้นำประเทศแรกๆ ที่แสดงจุดยืนชัดเจนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของระบบการค้าเสรีและระเบียบโลกหลังการขึ้นดำรงตำแหน่งของประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งถูกกดดันด้วยมาตรการกีดกันทางภาษี เขายอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ยุคที่โลกมีเสถียรภาพภายใต้การนำของสหรัฐฯ ได้สิ้นสุดลงแล้ว กฎการค้าโลกถูกละเลย และโลกกำลังเข้าสู่ภาวะแตกแยกอันตรายขึ้น การอยู่นิ่งไม่ใช่ทางเลือกและไม่สามารถรอให้สถานการณ์ดีขึ้นเองได้ สิงคโปร์ต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดในระเบียบโลกใหม่นี้
เพื่อปกป้องตัวเอง สิงคโปร์จะรักษางบกลาโหมราว 3% ของ GDP และพร้อมเพิ่มหากจำเป็น พร้อมเสริมขีดความสามารถด้านไซเบอร์เพื่อรับมือภัยคุกคามจากทั้งรัฐและเอกชน สร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจเพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ และลงทุนในเทคโนโลยีสงครามยุคใหม่ แม้หลายประเทศจะหันเข้าหาตัวเอง แต่หว่องมองว่าโลกาภิวัตน์ยังไม่จบ เพียงแต่รูปแบบเปลี่ยนไปเป็นการจับคู่พันธมิตรที่เลือกข้างและเน้นความมั่นคงมากกว่าแค่ความคุ้มค่า โดยสิงคโปร์จะขยายการเชื่อมต่อกับตลาดใหม่ๆ มากขึ้น เช่น ลาตินอเมริกา แอฟริกา และตะวันออกกลาง รวมถึงกระชับความสัมพันธ์กับเพื่อนบ้าน
2. เดิมพันกับ AI หัวใจของประเทศ
นายกฯ หว่องประกาศชัดเจนว่าจากนี้การใช้ AI คือความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของประเทศ เช่น การขาดทรัพยากรธรรมชาติ สังคมผู้สูงอายุที่ขยายตัวรวดเร็ว และตลาดแรงงานที่ตึงตัว สิงคโปร์จะเน้นการนำ AI ไปใช้จริงมากกว่าการพัฒนาโมเดล ต้องเป็นศูนย์กลางที่เชื่อถือได้สำหรับการพัฒนา ทดสอบ และนำโซลูชัน AI ไปใช้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพกว่าประเทศอื่น
รัฐบาลตั้ง “ภารกิจ AI แห่งชาติ” เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงใน 4 ภาคส่วนหลัก ได้แก่ การผลิตขั้นสูง การเชื่อมต่อและโลจิสติกส์ ภาคการเงิน และสาธารณสุข พร้อมตั้ง “สภา AI แห่งชาติ” โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์และประสานงานด้านวิจัยและกฎระเบียบ ออกมาตรการทางการเงินเพื่อให้ธุรกิจทุกขนาดเข้าถึง AI เช่น โครงการ Champions of AI สนับสนุนบริษัทที่ต้องการทรานส์ฟอร์มธุรกิจทั้งระบบด้วย AI รวมถึงสิทธิลดหย่อนภาษี AI เช่น โครงการ Enterprise Innovation Scheme ที่ให้สิทธิหักภาษี 400% สูงสุด 50,000 ดอลลาร์ต่อปี และโครงการ Productivity Solutions Grant (PSG) เพื่อสนับสนุนโซลูชันที่ขับเคลื่อนด้วย AI สำหรับ SMEs
นอกจากนี้ รัฐบาลจะลงทุนโครงการ RIE 2030 กว่า 37,000 ล้านดอลลาร์ในเทคโนโลยีขั้นสูงอย่าง Quantum Technology และ Semiconductor และปฏิรูปสถาบันอุดมศึกษาเพื่อเสริมทักษะ AI ควบคู่กับการรักษาความเข้มแข็งด้านวิชาการ
3. ส่วนลดภาษีภาคธุรกิจ อัดฉีดเงินให้เติบโตต่างประเทศ
สำหรับการสนับสนุนภาคธุรกิจ รัฐบาลเน้นการลดต้นทุนระยะสั้นพร้อมกับอัดฉีดเงินทุนเพื่อให้ธุรกิจเติบโต โดยมอบส่วนลดภาษีเงินได้นิติบุคคล 40% สำหรับปีประเมินภาษี 2026 โดยบริษัทที่มีการจ้างงานคนท้องถิ่นอย่างน้อย 1 คนจะได้รับเงินขั้นต่ำ 1,500 ดอลลาร์ และสูงสุดไม่เกิน 30,000 ดอลลาร์ เพื่อช่วยสภาพคล่อง
เพิ่มเงินกองทุน Startup SG Equity อีก 1 พันล้านดอลลาร์ เพื่อขยายขอบเขตการลงทุนไปยังบริษัทช่วง Growth-stage เพิ่มเงินกองทุน Anchor Fund อีก 1.5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อดึงดูดบริษัทคุณภาพให้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ (SGX) ขยายวงเงินช่วยเหลือสำหรับบริษัทที่ไปขยายธุรกิจต่างประเทศ โดย SMEs จะได้รับสูงสุด 70% และบริษัททั่วไป 50% และขยายเพดานการหักลดหย่อนภาษีซ้ำซ้อนสำหรับกิจกรรมในต่างประเทศเป็น 400,000 ดอลลาร์ จากเดิม 150,000 ดอลลาร์
4. ขึ้นค่าแรง หนุนแรงงานรายได้น้อย ดึงดูดแรงงานต่างชาติ
ด้านการสนับสนุนภาคแรงงาน รัฐบาลเน้นการยกระดับรายได้ควบคู่กับการปฏิรูประบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำสำหรับพนักงานท้องถิ่น Full-time จาก 1,600 ดอลลาร์ เป็น 1,800 ดอลลาร์ ช่วยนายจ้างขึ้นเงินเดือนผ่านโครงการ Progressive Wage Credit Scheme (PWCS) โดยรัฐจะช่วยออกเงินส่วนต่างของการขึ้นเงินเดือนให้ 30% ในปีนี้ และขยายโครงการออกไปจนถึงปี 2028
ยุบรวมหน่วยงาน SkillsFuture Singapore และ Workforce Singapore เข้าด้วยกันเป็นหน่วยงานเดียวเพื่อให้บริการแบบ One-stop shop ทั้งเรื่องการฝึกทักษะและการหางาน สนับสนุนทักษะ AI และ Mid-career ตั้งโครงการ "Level-Up" ให้เงินสนับสนุนระหว่างหยุดงานไปเรียนรู้ทักษะใหม่ ขยายโครงการ Senior Employment Credit ไปจนถึงปี 2027 เพื่อจูงใจให้นายจ้างยังคงจ้างงานผู้สูงอายุต่อไป
นอกจากนี้ รัฐบาลเพิ่มการคัดกรองแรงงานต่างชาติมากขึ้น โดยปรับขึ้นเกณฑ์เงินเดือนขั้นต่ำสำหรับชาวต่างชาติ เช่น Employment Pass (EP) ปรับขึ้นเป็น 6,000 ดอลลาร์ และ S Pass ปรับขึ้นเป็น 3,600 ดอลลาร์ เพื่อรักษาคุณภาพและสมดุลของตลาดแรงงาน
5. ออกสวัสดิการแบบมีเงื่อนไข พยุงค่าครองชีพ ต้านเงินเฟ้อ
ในส่วนของนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจของประชาชน นายกฯ หว่องยอมรับว่าคนจำนวนมากยังเผชิญแรงกดดันด้านค่าใช้จาย เงินเฟ้อจะชะลอตัว แต่ราคาสินค้ายังคงสูง รัฐบาลจึงเน้นออกมาตรการช่วยเหลือระยะสั้นรวมถึงการออกสวัสดิการแบบมีเงื่อนไข
ออกโมเดล ComLink+ ที่ให้เงินช่วยเหลือเพิ่มเติมแบบ “มีเงื่อนไข” สำหรับครอบครัวรายได้น้อย หากครอบครัวทำตามเป้าหมาย เช่น รักษางานให้มั่นคงหรือพาลูกไปโรงเรียนสม่ำเสมอ รัฐจะสมทบเงินให้ทั้งในรูปแบบเงินสดและเงินเข้ากองทุน CPF รวมมูลค่าสูงสุดถึง 10,000 ดอลลาร์ต่อปี ให้เงินสดพิเศษช่วยเหลือค่าครองชีพ 200-400 ดอลลาร์ ให้กับชาวสิงคโปร์ที่มีรายได้พึงประเมินไม่เกิน 100,000 ดอลลาร์ และถือครองอสังหาริมทรัพย์ไม่เกิน 1 แห่ง
ให้คูปอง CDC Vouchers อีก 500 ดอลลาร์ กับครัวเรือนทั้ง 1.4 ล้านแห่งในปี 2027 เพื่อใช้จับจ่ายในซูเปอร์มาร์เก็ตและร้านค้าชุมชน ส่วนลดค่าสาธารณูปโภคสูงสุด 570 ดอลลาร์สำหรับครัวเรือน HDB รวมถึงการสนับสนุนครอบครัว เด็ก และผู้สูงอายุ เช่น เครดิต Child Life SG มอบเครดิตเพิ่มเติม 500 ดอลลาร์ เข้าบัญชี Child Development Account (CDA) สำหรับเด็กสิงคโปร์ทุกคนที่อายุต่ำกว่า 12 ปี และโครงการการสมทบเงินเข้าบัญชีเกษียณสูงสุด 1,500 ดอลลาร์ ให้กับชาวสิงคโปร์อายุ 50 ปีขึ้นไปที่มีเงินออมในบัญชีต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน
นายกฯ หว่องกล่าวว่า แม้จะมีมาตรการช่วยเหลือค่าครองชีพมากมาย แต่รัฐบาลยังคงรักษาวินัยการคลัง โดยมีการคาดการณ์งบประมาณปี 2025 ว่าจะเกินดุลเล็กน้อยที่ 1.9% ของ GDP งบประมาณ 2026 นี้จึงไม่ใช่เพียงแผนการใช้จ่าย แต่คือคำมั่นที่จะเสริมสร้างสายใยของสังคม ลงทุนในความมั่นคงและอนาคต และสร้างประเทศที่ปลอดภัย ยั่งยืน และเป็นธรรมสำหรับคนรุ่นต่อไป
“แม้โลกจะเผชิญความไม่แน่นอน ตั้งแต่ภูมิรัฐศาสตร์ ภัยไซเบอร์ ไปจนถึงความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ เราจะเผชิญหน้ากับความท้าทายเหล่านี้อย่างมั่นคง จุดแข็งที่แท้จริงของสิงคโปร์ไม่ได้อยู่เพียงในนโยบาย แต่อยู่ในจิตวิญญาณของประชาชน เราได้ฝ่าฟันวิกฤตมาหลายครั้ง เพราะเรายืนหยัดร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว” นายกฯ หว่องกล่าวทิ้งท้ายการแถลง



