สว. ชี้แจงปมร้อนเสนอขึ้นภาษี VAT 10% เป็นการศึกษาเชิงวิชาการ ล่าสุดถอนรายงานแล้ว
เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นายกัมพล สุภาแพ่ง สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง วุฒิสภา ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวที่สมาชิกวุฒิสภากำลังเตรียมเสนอให้รัฐบาลปรับโครงสร้างภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT จาก 7% เพิ่มขึ้นเป็น 10% โดยชี้แจงว่า รายงานฉบับดังกล่าวเป็นผลการศึกษาในเชิงวิชาการที่มอบหมายให้ประธานอนุกรรมาธิการการเงินฯ ไปดำเนินการ
รายงานศึกษาหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อสวัสดิการ
นายกัมพลอธิบายว่า โจทย์หลักของการศึกษาคือการหาแหล่งรายได้ใหม่เพื่อมารองรับภาระค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการที่เพิ่มสูงขึ้น เช่น เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ค่ารักษาพยาบาล และการพัฒนาการศึกษา โดยรายงานนี้ได้ศึกษาข้อมูลย้อนหลังจนถึงปัจจุบัน และมองไปถึงอนาคตเพื่อให้เห็นโครงสร้างภาษีที่เหมาะสม โดยไม่ได้มีเจตนาจะสร้างภาระให้ประชาชนในยามวิกฤต
เมื่อถามถึงรายละเอียดที่ระบุเสนอให้เก็บภาษี VAT เพิ่มขึ้น นายกัมพลกล่าวว่า ข้อเสนอจริงคือการปรับขึ้นแบบขั้นบันได โดยเสนอให้ปรับขึ้นเพียงปีละ 1% ต่อเนื่องเป็นเวลา 2-3 ปี และมีการกำหนดหลักเกณฑ์ชัดเจนเพื่อคุ้มครองผู้มีรายได้น้อย โดยผู้ที่มีรายได้ไม่เกิน 1,800,000 บาทต่อปี จะไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนี้
เปรียบเทียบกับประเทศอาเซียนและเหตุผลการถอนรายงาน
นอกจากนี้ ผลการศึกษายังพบว่า ปัจจุบันประเทศไทยเก็บภาษี VAT อยู่ที่ 7% ซึ่งเมื่อเทียบกับกลุ่มประเทศอาเซียน พบว่าไทยอยู่อันดับเกือบสุดท้าย ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่จัดเก็บสูงสุดถึง 14% เพื่อนำเงินมาดูแลระบบสวัสดิการให้ประชาชน
ประธานคณะกรรมาธิการการเศรษฐกิจกล่าวยอมรับว่า จังหวะเวลาที่รายงานเข้าสู่ที่ประชุมวุฒิสภานั้น ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจปัจจุบัน เนื่องจากเศรษฐกิจไทยกำลังชะลอตัว ประกอบกับมีภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลให้เกิดความตระหนกและเข้าใจผิดในสังคม ตนตกใจเมื่อเห็นข่าวว่า สว. จะเสนอขึ้นภาษี VAT 10% ทันที ซึ่งความจริงมันไม่ใช่แบบนั้น เมื่อพิจารณาแล้วว่า ช่วงนี้ไม่ใช่เวลาที่เหมาะสม ตนจึงตัดสินใจขอถอนรายงานฉบับนี้ออกไปก่อน
นายกัมพลยืนยันว่า การถอนรายงานไม่ใช่เพราะกลัวกระแส แต่เพื่อให้สังคมเกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง และไม่ต้องการให้เรื่องนี้ถูกโยงไปเกี่ยวพันกับประเด็นทางการเมืองหรือเงินกู้ของรัฐบาล หลังจากนี้ จะสั่งการให้ฝ่ายเลขานุการเร่งจัดทำสรุปเนื้อหาในรูปแบบ PowerPoint ที่เข้าใจง่ายเพื่อชี้แจงต่อสื่อมวลชนและประชาชนอีกครั้ง โดยยึดหลักการภาษีคนรวยช่วยคนจนเพื่อสร้างความเสมอภาคในสังคมและสร้างระบบสวัสดิการที่ยั่งยืนในอนาคต



