ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้ประเทศไทยร่วมรับรองปฏิญญาความคืบหน้าของเวทีทบทวนการโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศ ครั้งที่ 2 (International Migration Review Forum: IMRF) และร่างคำมั่นโดยสมัครใจของไทย เพื่อเดินหน้าคุ้มครองแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานอย่างเป็นระบบ โดยย้ำว่าการโยกย้ายถิ่นฐานต้องไม่เป็นช่องว่างของการเอารัดเอาเปรียบหรือการค้ามนุษย์ แต่ต้องยึดหลักสิทธิมนุษยชนและความมั่นคงอย่างสมดุล
รายละเอียดการประชุม IMRF ครั้งที่ 2
นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม 2569 ว่า คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบร่างปฏิญญาและร่างคำมั่นโดยสมัครใจของไทย เพื่อให้คณะผู้แทนไทยร่วมรับรองและประกาศในเวที IMRF ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-8 พฤษภาคม 2569 ณ นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา
สาระสำคัญของร่างปฏิญญา
ร่างปฏิญญาดังกล่าวมีสาระสำคัญเพื่อยืนยันหลักการของข้อตกลงระหว่างประเทศว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานที่ปลอดภัย เป็นระเบียบ และปกติ (Global Compact for Safe, Orderly and Regular Migration: GCM) โดยครอบคลุมประเด็นสำคัญ อาทิ
- การเคารพสิทธิมนุษยชนของผู้โยกย้ายถิ่นฐาน
- การคุ้มครองผู้โยกย้ายถิ่นฐาน โดยเฉพาะสตรีและเด็กหญิง
- การส่งเสริมช่องทางการโยกย้ายถิ่นฐานที่ถูกต้องตามกฎหมาย
- การคุ้มครองแรงงานโยกย้ายจากการถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียมจัดหางานอย่างไม่เป็นธรรม
- การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการบริหารจัดการชายแดนภายใต้กรอบกฎหมายและจริยธรรม
คำมั่นโดยสมัครใจของไทย
สำหรับคำมั่นโดยสมัครใจของไทย มุ่งเสริมสร้างความเข้มแข็งในการตอบสนองต่อการค้ามนุษย์ในบริบทของการโยกย้ายถิ่นฐานระหว่างประเทศ โดยผ่านกลไกการส่งต่อข้ามชาติที่ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง และเปิดให้หน่วยงานรัฐ ภาคส่วนต่างๆ และสังคมมีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
บทบาทของไทยในประชาคมระหว่างประเทศ
นางสาวลลิดากล่าวต่อไปว่า การเข้าร่วมเวทีครั้งนี้สะท้อนบทบาทของไทยในประชาคมระหว่างประเทศ ที่ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานอย่างสมดุล ทั้งด้านมนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน ความมั่นคง การคุ้มครองแรงงาน และการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่า ร่างปฏิญญาและร่างคำมั่นโดยสมัครใจของไทยไม่เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ และไม่มีถ้อยคำที่ก่อให้เกิดผลผูกพันทางกฎหมายระหว่างประเทศ
“รัฐบาลย้ำว่า การโยกย้ายถิ่นฐานต้องไม่ใช่ช่องว่างของการเอารัดเอาเปรียบหรือค้ามนุษย์ แต่ต้องเป็นระบบที่ปลอดภัย เป็นธรรม และคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว



