ย้อนพระกรณียกิจเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา สู่ทูตสันถวไมตรีโลก
ย้อนพระกรณียกิจเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา สู่ทูตสันถวไมตรีโลก

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงมีพระปรีชาสามารถและพระวิสัยทัศน์กว้างไกลในการทรงงานด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชน ยกระดับการทูตไทยสู่ทูตสันถวไมตรีในเวทีโลกอย่างเป็นรูปธรรม พระองค์ทรงได้รับการยกย่องในระดับสากลในฐานะนักกฎหมายและนักการทูตผู้ผสานความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเข้ากับการทูตพหุภาคีได้อย่างลงตัว บทบาททางการทูตของพระองค์ไม่เพียงแต่เสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทย แต่ยังสะท้อนถึงวิถีการทูตเชิงรุกเพื่อมวลมนุษยชาติที่มุ่งแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและปกป้องสิทธิมนุษยชนในระดับโลก

รากฐานทางวิชาการและประสบการณ์วิชาชีพ

ความสำเร็จบนเวทีการทูตของพระองค์มีรากฐานมาจากความพร้อมทางด้านวิชาการ โดยทรงสำเร็จการศึกษานิติศาสตรดุษฎีบัณฑิต (J.S.D.) จากมหาวิทยาลัยคอร์เนล สหรัฐอเมริกา ซึ่งวิทยานิพนธ์ของพระองค์มุ่งเน้นที่การคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องหา พระองค์ทรงเคยปฏิบัติงานที่คณะผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครนิวยอร์ก และทรงงานในฐานะพนักงานอัยการในประเทศไทยเป็นเวลาหลายปี ซึ่งช่วยเตรียมความพร้อมให้พระองค์ทรงเข้าใจโครงสร้างกฎหมายและการทำงานเชิงปฏิบัติการอย่างลึกซึ้งก่อนก้าวเข้าสู่เวทีการทูตอย่างเต็มตัว

จากวิสัยทัศน์ท้องถิ่นสู่มาตรฐานระดับโลก: ข้อกำหนดกรุงเทพ

จุดเริ่มต้นแห่งความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางของพระองค์คือการเสด็จเยี่ยมทัณฑสถานหญิงกลางและทรงตระหนักถึงปัญหาของผู้ต้องขังหญิง จึงทรงริเริ่มโครงการกำลังใจในปี พ.ศ. 2549 เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์และเด็กติดผู้ต้องขัง จากความสำเร็จระดับประเทศ พระองค์ทรงนำข้อมูลเชิงประจักษ์นี้ผลักดันผ่านโครงการ ELFI (Enhancing Life of Female Inmates) เข้าสู่เวทีสหประชาชาติ จนกระทั่งสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติได้รับรองข้อกำหนดกรุงเทพ (The Bangkok Rules) ในปี พ.ศ. 2553 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลฉบับแรกของโลกที่มุ่งดูแลและปกป้องสิทธิของผู้ต้องขังหญิงโดยเฉพาะ

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การก้าวขึ้นสู่บทบาททูตสันถวไมตรีระดับนานาชาติ

ด้วยพระปรีชาสามารถและการอุทิศพระวรกายเพื่อสังคม องค์การสหประชาชาติได้ทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่งทูตสันถวไมตรีถึง 2 วาระสำคัญ ได้แก่

  • ทูตสันถวไมตรีขององค์การเพื่อสตรีแห่งสหประชาชาติ (UNIFEM / ปัจจุบันคือ UN Women) ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2551 ทรงได้รับการแต่งตั้งเป็นทูตสันถวไมตรีประจำประเทศไทย พระองค์ทรงเป็นแกนนำในการขับเคลื่อนแคมเปญ Say NO to Violence against Women เพื่อยุติความรุนแรงต่อสตรี ซึ่งสามารถรวบรวมรายชื่อสนับสนุนจากประชาชนได้มากกว่า 3 ล้านรายชื่อ
  • ทูตสันถวไมตรีด้านหลักนิติธรรมสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (UNODC Goodwill Ambassador) ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560 สำนักงานว่าด้วยยาเสพติดและอาชญากรรมแห่งสหประชาชาติ (UNODC) ทูลเกล้าฯ ถวายตำแหน่งนี้ เพื่อให้พระองค์ทรงช่วยระดมความร่วมมือในการลดปัญหาอาชญากรรม ปกป้องกลุ่มเปราะบาง และสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ค.ศ. 2030 ทรงผลักดันแนวคิดการพัฒนาทางเลือกตามรอยพระยุคลบาทของพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพื่อนำมาแก้ปัญหายาเสพติดในภูมิภาค ทรงนำคณะทูตานุทูตลงพื้นที่เยี่ยมชมทัณฑสถานหญิง และทรงหารือความร่วมมือกับเลขาธิการอาเซียน ณ กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

ความเป็นผู้นำบนเวทีทวิภาคีและพหุภาคี ณ กรุงเวียนนา

ระหว่างปี พ.ศ. 2555 ถึง 2557 พระองค์ทรงดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตและผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ กรุงเวียนนา และประเทศใกล้เคียง ในเวทีนี้ พระองค์ทรงได้รับเลือกให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการว่าด้วยการป้องกันอาชญากรรมและความยุติธรรมทางอาญาแห่งสหประชาชาติ (CCPCJ) สมัยที่ 21 และยังทรงทำหน้าที่ประธานในการประชุมคณะกรรมาธิการยาเสพติดแห่งสหประชาชาติ (CND) รวมถึงรองประธานการประชุมสถาบันต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันระหว่างประเทศ (IACA) นักการทูตในกรุงเวียนนาต่างยอมรับในความสามารถในการทำงานอย่างหนัก ความทุ่มเท และทักษะการเจรจาไกล่เกลี่ยที่ช่วยยกระดับทั้งชื่อเสียงของประเทศไทยและองค์กรนั้นๆ

ผู้จุดประกายการพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านหลักนิติธรรม

พระองค์ยังทรงมีบทบาทสำคัญในการริเริ่มการประชุมระดับนานาชาติ The Bangkok Dialogue on the Rule of Law ในปี พ.ศ. 2556 ซึ่งเป็นการรวบรวมผู้นำและผู้เชี่ยวชาญระดับโลกมาถกเถียงกันถึงการเชื่อมโยงกระบวนการยุติธรรมเข้ากับการพัฒนาเศรษฐกิจ การประชุมครั้งนี้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่ทำให้สหประชาชาติบรรจุเรื่องสถาบันที่เข้มแข็งและหลักนิติธรรมไว้ในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนข้อที่ 16 (SDG 16) และเพื่อรับรองความยั่งยืนของงาน พระองค์ทรงสนับสนุนให้ก่อตั้งสถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) เพื่อเป็นหน่วยงานหลักในการวิจัยและผลักดันมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมในระดับสากล

บทบาททางการทูตและในฐานะทูตสันถวไมตรีของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ พิสูจน์ให้เห็นว่าความเชี่ยวชาญทางกฎหมายเมื่อถูกผสานเข้ากับทักษะทางการทูตพหุภาคี สามารถนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนโยบายระดับโลกได้จริง พระองค์ทรงไม่เพียงเป็นผู้แทนของประเทศไทย แต่ยังทรงเป็นกระบอกเสียงให้แก่กลุ่มคนเปราะบางและผู้ที่ถูกลืมในระบบอาญาทั่วโลก จนได้รับการยอมรับให้เป็นแรงบันดาลใจและแบบอย่างของนักการทูตรุ่นใหม่ในเวทีสากล

ที่มา: UNODC, UN, สำนักงานปลัดกระทรวง, กระทรวงการต่างประเทศ, สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (องค์การมหาชน)