ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง สว.สำรอง ฟ้อง 92 สว. ปมยื่น ป.ป.ช.
ศาล รธน.ไม่รับคำร้อง สว.สำรอง ฟ้อง 92 สว. ปมยื่น ป.ป.ช.

ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้อง สว.สำรอง ฟ้อง 92 สว. ปมยื่น ป.ป.ช.

ในวันนี้ (11 กุมภาพันธ์ 2569) ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาวินิจฉัยกรณีคำร้องของ พล.ต.ท.คำรบ ปัญญาแก้ว และคณะ ซึ่งเป็นสมาชิกวุฒิสภาสำรอง (ผู้ร้อง) ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 โดยผู้ร้องกล่าวอ้างว่าการที่ พล.ต.ต.ฉัตรวรรษ แสงเพชร และคณะ รวม 92 คน ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา (ผู้ถูกร้อง) ได้ยื่นเรื่องต่อประธานวุฒิสภาเพื่อขอให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนการปฏิบัติหน้าที่ของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และนายยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รวมถึงการร่วมกันเข้าชื่อเสนอต่อประธานวุฒิสภาเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และ พ.ต.อ.ทวี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวหรือไม่ เป็นการกระทำที่ใช้สถานะหรือตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติราชการหรือการดำเนินงานในหน้าที่ประจำของข้าราชการเพื่อประโยชน์ต่อตนเอง

ศาลชี้ไม่เข้าเงื่อนไขตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบอย่างละเอียดแล้ว และเห็นว่าไม่ปรากฏว่าผู้ร้องถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพโดยตรงและได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหายจากการกระทำของผู้ถูกร้องแต่อย่างใด ดังนั้น กรณีนี้จึงไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 46 วรรคหนึ่ง ซึ่งประกอบกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 82 ที่กำหนดกระบวนการยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าสมาชิกภาพของสมาชิกวุฒิสภาสิ้นสุดลงหรือไม่ เป็นกรณีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญได้กำหนดกระบวนการร้องหรือผู้มีสิทธิขอให้ศาลพิจารณาวินิจฉัยไว้เป็นการเฉพาะแล้วตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 47 (3)

นอกจากนี้ มาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา ทำให้ผู้ร้องไม่อาจยื่นคำร้องดังกล่าวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ได้ ด้วยเหตุนี้ ศาลรัฐธรรมนูญจึงมีมติเป็นเอกฉันท์มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย โดยชี้แจงเพิ่มเติมว่าการกระทำของผู้ถูกร้องที่ถูกกล่าวหานั้นอาจขัดต่อข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกวุฒิสภาและกรรมาธิการ พ.ศ.2563 และขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 111 (7) ประกอบมาตรา 185 (1) แต่เนื่องจากขาดเงื่อนไขทางกฎหมาย ศาลจึงไม่สามารถรับคำร้องนี้ไว้พิจารณาได้

ผลกระทบและความสำคัญของคำวินิจฉัย

คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้มีนัยสำคัญต่อกระบวนการทางการเมืองและกฎหมาย เนื่องจากเป็นการยืนยันหลักการที่ว่าการยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญต้องเป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิและเสรีภาพที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากผู้ถูกร้อง การตัดสินใจนี้ยังสะท้อนถึงความพยายามในการรักษาความเป็นกลางและความโปร่งใสของสถาบันตุลาการ ภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวทางการดำเนินคดีหรือการร้องเรียนในอนาคตที่คล้ายคลึงกัน

ทั้งนี้ กรณีดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับข่าวการเมืองอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในระยะเดียวกัน เช่น การที่ศาลรัฐธรรมนูญไม่รับคำร้องของนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ในประเด็นการกล่าวหารัฐสภาว่าแก้รัฐธรรมนูญล้มล้างการปกครอง และการไม่รับคำร้องปมพรรคประชาชนที่ทำข้อตกลงกับพรรคภูมิใจไทยว่าไม่ล้มล้างการปกครอง แสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องในแนวทางการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่เน้นการปฏิบัติตามกฎหมายและกระบวนการอย่างเคร่งครัด