นัดชี้ชะตา 8 พ.ค. ปมคุณสมบัติประธาน กสทช. วุฒิสภาเรียกกรรมการสรรหาขึ้นโต๊ะ
นัดชี้ชะตา 8 พ.ค. ปมคุณสมบัติประธาน กสทช.

วันที่ 8 พฤษภาคมนี้ อาจเป็นวันชี้ขาดครั้งสำคัญในคดีคุณสมบัติของประธานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) หลังจากสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาในฐานะหน่วยธุรการ ได้เชิญคณะกรรมการสรรหามาประชุมเพื่อพิจารณาหนังสือร้องเรียนที่พุ่งเป้าไปยังสถานะของประธานองค์กร ท่ามกลางความพยายามจากอีกฝ่ายที่พยายามสกัดไม่ให้การประชุมเกิดขึ้น โดยอ้างว่าคณะกรรมการสรรหาได้สิ้นสภาพไปแล้วหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ ขณะที่ฝ่ายการเมืองมองว่าเป็นความพยายามปิดเกมที่ต้นทาง เพื่อไม่ให้แรงกดดันทางกฎหมายไหลไปตกกับนายกรัฐมนตรีโดยตรง ด้วยข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157

ตารางประชุมรัฐสภาระบุชัด

ตามเอกสารตารางใช้ห้องประชุมของรัฐสภาที่สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเผยแพร่ล่าสุด ระบุว่าในวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 เวลา 08.30 น. ที่ห้อง CA 429 ชั้น 4 อาคารรัฐสภา มีการนัดประชุมของคณะกรรมการสรรหาบุคคลเพื่อดำรงตำแหน่งกรรมการ กสทช. โดยมีสำนักกรรมาธิการ 3 สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาเป็นหน่วยงานกำกับด้านธุรการ แม้เอกสารจะระบุหัวข้อเพียงคำว่า “พิจารณา” และไม่ได้แจกแจงวาระโดยตรง แต่แหล่งข่าวสายวุฒิสภายืนยันว่าประเด็นสำคัญที่เตรียมหยิบขึ้นโต๊ะคือหนังสือร้องเรียนเรื่องคุณสมบัติของนายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.

กรรมการสรรหาถูกดึงกลับมาเผชิญคำถาม

หากการประชุมนี้เกิดขึ้นจริง คงไม่ใช่แค่การประชุมธุรการธรรมดา แต่เป็นการดึงคณะกรรมการสรรหาชุดเดิมกลับมาเผชิญคำถามโดยตรงว่าบุคคลที่ตนเองเคยคัดเลือกเข้าสู่กระบวนการแต่งตั้งยังมีคุณสมบัติครบถ้วนตามกฎหมายหรือไม่ และคณะกรรมการสรรหายังมีอำนาจชี้ขาดปัญหาที่เกิดจากกระบวนการสรรหาเดิมหรือไม่

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แรงต้านจากฝั่งประธาน กสทช.

แหล่งข่าวในวุฒิสภาระบุว่าขณะนี้มีความพยายามอย่างหนักจากฝั่งของประธาน กสทช. ที่ไม่ต้องการให้การประชุมเกิดขึ้น โดยใช้เหตุผลว่าเมื่อคณะกรรมการสรรหาดำเนินการคัดเลือกและส่งรายชื่อให้วุฒิสภาพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว ถือว่าสิ้นสุดภารกิจแล้ว จึงไม่อาจย้อนกลับมาวินิจฉัยปัญหาเดิมได้อีก แต่ฝ่ายที่ผลักดันให้เดินหน้าประชุมกลับมองต่างออกไป โดยเห็นว่าหากปล่อยให้เรื่องนี้ค้างอยู่โดยไม่มีใครกล้าชี้ขาด สุดท้ายแรงกดดันจะเด้งกลับไปถล่มฝ่ายบริหารเต็ม ๆ ในทางกฎหมาย

กฎหมายกำหนดขั้นตอนชัดเจน

ปมนี้ร้อนขึ้นเพราะบทบัญญัติในพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ กำหนดชัดเจนว่าหากกรรมการ กสทช. พ้นจากตำแหน่งเพราะขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม หรือกระทำการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมาย จะต้องนำความกราบบังคมทูลเพื่อมีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่ง และพระบรมราชโองการดังกล่าวให้มีผลตั้งแต่วันที่ขาดคุณสมบัติหรือวันที่ฝ่าฝืน แล้วแต่กรณี นอกจากนี้เมื่อมีเหตุดังกล่าว สำนักงาน กสทช. ต้องมีหนังสือแจ้งสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาภายใน 15 วันด้วย

หมายความว่าหากคณะกรรมการสรรหาประชุมแล้วชี้ว่าประธาน กสทช. ขาดคุณสมบัติ และข้อยุตินั้นถูกยึดเป็นฐานทางกฎหมาย ขั้นตอนถัดไปย่อมไม่ใช่แค่การรับทราบกันภายใน แต่จะต้องเดินเข้าสู่กระบวนการส่งเรื่องให้นายกรัฐมนตรีนำความกราบบังคมทูลเพื่อให้พ้นจากตำแหน่งตามมาตรา 20 ของกฎหมายฉบับนี้ทันที

ก่อนหน้านี้คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่รับตีความ

จุดที่ทำให้วงประชุม 8 พฤษภาคมถูกจับตาหนักขึ้นอีกคือก่อนหน้านี้มีรายงานว่าปมคุณสมบัติของประธาน กสทช. เคยถูกส่งไปหารือต่อคณะกรรมการกฤษฎีกาแล้ว แต่คณะกรรมการกฤษฎีกาไม่รับเรื่องไว้ตีความ และชี้ว่าเป็นอำนาจของคณะกรรมการสรรหา กสทช. เท่ากับว่าประตูทางกฎหมายที่หลายฝ่ายหวังจะใช้เป็น “ตัวชี้ขาดภายนอก” ไม่ได้เปิดรับเรื่องนี้ไว้ และแรงกดดันจึงไหลย้อนกลับมาที่โต๊ะกรรมการสรรหาอีกครั้ง

เกมตัดตอนไม่ให้เผือกร้อนถึงนายกฯ

แหล่งข่าวในฝั่งสภาประเมินว่าอาจเป็นเกม “ตัดตอน” ไม่ให้เผือกร้อนไหลถึงนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพราะหากไม่มีใครยอมชี้ขาดแล้วเรื่องยืดค้างอยู่ต่อไป คำถามสุดท้ายย่อมพุ่งไปที่ฝ่ายบริหารว่าจะดำเนินการอย่างไรกับข้อร้องเรียนที่กระทบสถานะของประธานองค์กรอิสระ ซึ่งหากปล่อยค้างไว้โดยไม่ขยับ ก็อาจเปิดช่องให้เกิดแรงกดดันทางกฎหมายตามมา

องค์ประกอบคณะกรรมการสรรหาที่เปลี่ยนไป

สำหรับคณะกรรมการสรรหา กสทช. ชุดเดิมที่กำลังถูกจับตาว่าจะถูกดึงกลับมาชี้ขาดอีกครั้ง มี 7 คน ตามรายชื่อทางการของสำนักงาน กสทช. ได้แก่ นายเกียรติพงศ์ อมาตยกุล จากศาลฎีกา ทำหน้าที่ประธานกรรมการสรรหา, นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต จากผู้ตรวจการแผ่นดิน เป็นรองประธาน, นายนภดล เทพพิทักษ์ จากศาลรัฐธรรมนูญ, นายณรงค์ รัฐอมฤต จาก ป.ป.ช., นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ จากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน, นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ในฐานะผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และนายวิษณุ วรัญญู จากศาลปกครองสูงสุด ซึ่งทำหน้าที่กรรมการสรรหาและเลขานุการ

เมื่อตรวจสอบสถานะปัจจุบันของกรรมการสรรหาชุดนี้ จะเห็นว่าองค์ประกอบไม่ได้อยู่ในสภาพเดิมทั้งหมดแล้ว บางรายพ้นจากตำแหน่งเดิมไปแล้ว ขณะที่บางรายยังดำรงตำแหน่งในองค์กรต้นสังกัดเดิมอยู่ ทำให้ข้อถกเถียงเรื่อง “คณะกรรมการสรรหายังมีสภาพพร้อมทำหน้าที่หรือไม่” ยิ่งกลายเป็นชนวนทางกฎหมายอีกชั้นหนึ่ง

กรรมการที่พ้นจากตำแหน่งเดิม

ในกลุ่มที่พ้นจากตำแหน่งเดิมแล้วอย่างชัดเจน มีอย่างน้อย 2 รายที่ถูกจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ นายสมศักดิ์ สุวรรณสุจริต ซึ่งไม่ได้ดำรงตำแหน่งประธานผู้ตรวจการแผ่นดินแล้ว โดยปัจจุบันเว็บไซต์สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินระบุชื่อนายทรงศัก สายเชื้อ เป็นประธานผู้ตรวจการแผ่นดินคนปัจจุบัน ขณะที่นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ก็พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว และมีการส่งมอบงานให้นายวิทัย รัตนากร เข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยลำดับที่ 25 อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568

ไทม์ไลน์ของปมปัญหา

หากย้อนไทม์ไลน์อย่างย่อ เริ่มจากคณะกรรมการสรรหาประกาศรายชื่อผู้สมควรได้รับเลือกเป็นกรรมการ กสทช. ในปี 2564 ก่อนวุฒิสภาให้ความเห็นชอบและมีการเลือกนายแพทย์สรณขึ้นเป็นประธาน กสทช. ในต้นปี 2565 ต่อมาจึงเกิดข้อสงสัยย้อนหลังเกี่ยวกับสถานะก่อนเข้ารับตำแหน่งว่ายังมีลักษณะต้องห้ามหรือไม่ ก่อนที่เรื่องจะขยับเข้าสู่การตรวจสอบของชั้นวุฒิสภาและกรรมาธิการ จนมีการเผยแพร่บันทึกประชุมของคณะกรรมาธิการกิจการเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร วุฒิสภา ที่สรุปในทางตรวจสอบว่านายแพทย์สรณมีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติเป็น กสทช. กระทั่งล่าสุดเรื่องยกระดับเข้าสู่ชั้นคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อย่างเป็นทางการในปี 2569

บทสรุป

ดังนั้น การประชุมวันที่ 8 พฤษภาคมจึงไม่ใช่แค่การเปิดซองหนังสือร้องเรียนแล้วอ่านผ่าน ๆ แต่เป็นการตัดสินใจว่าใครจะเป็นคนกดปุ่มทางกฎหมายก่อนเป็นคนแรก หากคณะกรรมการสรรหายอมรับเรื่องและชี้ขาด ปมนี้อาจถูกปิดเกมในชั้นต้นทาง แต่หากปฏิเสธอำนาจหรือปล่อยให้การประชุมล่ม เรื่องก็มีแนวโน้มจะเด้งกลับไปถล่มสำนักงาน กสทช. บอร์ด กสทช. รัฐบาล และองค์กรตรวจสอบเต็มแรง เพราะเมื่อมีคำถามเรื่องคุณสมบัติแล้วแต่ไม่มีใครยอมเป็นเจ้าภาพรับผิดชอบ คดีนี้ก็จะไม่จบที่ตัวบุคคล หากแต่อาจลามไปถึงคนที่ “ไม่ยอมขยับ” ด้วย