พรรคประชาธิปัตย์จัดงานเสวนา 'กรุงเทพฯ ฟ้าใหม่ Forum' ครั้งที่ 3 ในหัวข้อ 'ฝ่าวิกฤตฝุ่นพิษ คืนชีวิตให้เมือง' โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านฝุ่นและอากาศสะอาดร่วมให้ข้อเสนอแนะ พร้อมนำเสนอยุทธศาสตร์ 8-3-1 เพื่อแก้ไขปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างยั่งยืน
ภัยเงียบจากฝุ่น PM 0.1
ศาสตราจารย์ ดร.ศิวัช พงษ์เพียจันทร์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการป้องกันภัยพิบัติ กล่าวว่า ภัยเงียบที่มองไม่เห็นคือฝุ่นขนาด PM 0.1 ซึ่งมีขนาดเล็กกว่า PM 2.5 และสามารถเล็ดลอดเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง ทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง โดยเฉพาะสารก่อมะเร็ง PAHs และโลหะหนัก เช่น สารหนู แคดเมียม ปรอท และตะกั่ว ที่มักปนเปื้อนมากับฝุ่นในเมือง
นอกจากนี้ ศ.ดร.ศิวัช ยังชี้ให้เห็นว่าค่าฝุ่นต่ำไม่ได้หมายความว่าอากาศดีเสมอไป เพราะฝุ่นปริมาณน้อยอาจมีสารก่อมะเร็งสูงมาก ในขณะที่ฝุ่นปริมาณมากอาจมีสารพิษน้อยกว่า ดังนั้นการดูแค่ค่า AQI พื้นฐานจึงไม่เพียงพอและอาจเป็นอันตราย
ผลกระทบต่อสุขภาพและความซับซ้อนของมลพิษ
งานวิจัยยืนยันว่า PM 2.5 ไม่ได้ทำลายแค่ปอด แต่ยังเป็นสาเหตุของโรคเบาหวาน โรคไต และโรคอัลไซเมอร์ อีกทั้งมลพิษในพื้นที่กรุงเทพมหานครมีความซับซ้อน เนื่องจากแหล่งกำเนิดที่หลากหลาย ทั้งยานพาหนะ ฝุ่นทุติยภูมิที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีในอากาศ รวมถึงก๊าซตั้งต้น เช่น VOCs, BVOCs, NOx, NH3 และ SO2
การจัดการฝุ่นทำได้ยากเพราะฝุ่นข้ามเขตตามทิศทางลม ขอบเขตอำนาจของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครอาจไม่ครอบคลุมแหล่งกำเนิดทั้งหมด อีกทั้งพฤติกรรมของมลพิษยังขึ้นลงตลอดเวลาคล้ายระดับน้ำ
ข้อเสนอเชิงยุทธศาสตร์
ศ.ดร.ศิวัช เสนอให้ พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ทันสมัยควรบรรจุค่ามาตรฐานสารก่อมะเร็งลงไป พร้อมทั้งยกระดับเทคโนโลยีด้วย AI และ Data โดยต้องมอนิเตอร์โลหะหนักอย่างจริงจัง ใช้เซนเซอร์ดาวเทียม และเก็บข้อมูล 3 มิติด้วยเครื่องบินสำรวจ
นอกจากนี้ ควรมีมาตรการระยะสั้น-ยาว เช่น ขยายเครือข่ายการตรวจวัดให้ครอบคลุมระดับเขต ควบคุมรถเครื่องยนต์ดีเซล ส่งเสริมการทำงานที่บ้าน (WFH) อย่างจริงจัง และมีระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System)
ยุทธศาสตร์ 8-3-1 สถาปัตยกรรมใหม่ในการจัดการฝุ่น
ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า ถึงเวลาต้องชำแหละวงจรแห่งความล้มเหลว โดยเสนอสูตรการทำงาน 8-3-1 ซึ่งประกอบด้วย
- 8 เดือน ทำงานต่อเนื่องเชิงรุก เน้นแก้ปัญหาที่สาเหตุ สร้างกลไกเศรษฐกิจชุมชน จัดการเชื้อเพลิง และปลดล็อกข้อจำกัดทางโครงสร้าง
- 3 เดือน ช่วงรับมือวิกฤต สนับสนุนหน้างาน เช่น เพิ่มเจ้าหน้าที่และเครื่องมือให้เพียงพอ
- 1 Project การลงทุนระดับชาติเพื่อเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจแบบเบ็ดเสร็จ
โมเดลเศรษฐกิจเปลี่ยนเผาป่าเป็นปลูกไม้มีค่า
ดร.บัณฑูร เสนอยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเชิงบวก (Nature Positive Economy) โดยสร้างสมดุลระหว่างการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมกับปากท้องชุมชน ด้วยการส่งเสริมการปลูกไม้ที่สร้างรายได้ เช่น ไม้ระยะสั้น (2 ปีขายได้) และไม้ระยะยาว (10 ปีทำเฟอร์นิเจอร์ได้) โมเดลนี้จะตอบโจทย์ทั้งการแก้ปัญหาความยากจน ลดค่าฝุ่น และช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมาย Net Zero
ตัวอย่างความสำเร็จที่จังหวัดลำปาง เปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดเป็นมะม่วง และจังหวัดสิงห์บุรี จัดการไร่อ้อยแบบไม่เผา หากขยายผลได้จะลดปัญหาได้ถึง 30%
ข้อเสนอ 1 BIG PROJECT ใน 4 จังหวัดภาคเหนือ
ดร.บัณฑูร เสนอให้เร่งดำเนินการในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน และแม่ฮ่องสอน ซึ่งถูกประกาศเป็นเขตควบคุมมลพิษ โดยมี 3 ขั้นตอนที่ต้องทำทันทีในพื้นที่ป่า ได้แก่
- ลงพื้นที่สำรวจและทำแผนที่ให้ชัดเจน
- จัดสรรสิทธิทำกินให้ชุมชน
- ปรับปรุงกฎระเบียบ โดยแยกวิธีบริหารจัดการระหว่างอุทยานแห่งชาติกับป่าชุมชน
การเสวนาครั้งนี้มีนายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลพื้นที่กรุงเทพมหานคร เป็นผู้ดำเนินรายการ และมี ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรค ดูแลด้านนโยบาย ร่วมรับฟังข้อเสนอ



