ซาอุดีอาระเบียได้ดำเนินการประหารชีวิตนักโทษจำนวน 2 รายในวันเดียวกัน ซึ่งถือเป็นการประหารชีวิตหมู่ครั้งล่าสุดของประเทศ ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากองค์กรสิทธิมนุษยชนนานาชาติ
รายละเอียดการประหารชีวิต
กระทรวงมหาดไทยของซาอุดีอาระเบียแถลงว่า นักโทษทั้งสองคนถูกตัดสินประหารชีวิตในข้อหาฆาตกรรม โดยศาลได้ตัดสินลงโทษด้วยการตัดหัว ซึ่งเป็นวิธีการประหารชีวิตตามประเพณีของประเทศ การประหารชีวิตเกิดขึ้นในเมืองเมกกะและเมืองริยาด ตามลำดับ
สถิติการประหารชีวิตในซาอุฯ
รายงานจากองค์กรสิทธิมนุษยชนระบุว่า ในปีนี้ซาอุดีอาระเบียได้ประหารชีวิตนักโทษไปแล้วมากกว่า 100 ราย ซึ่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคดีที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดและการก่อการร้าย
ปฏิกิริยาจากนานาชาติ
องค์กรสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เช่น แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล และฮิวแมนไรท์วอทช์ ได้ออกมาประณามการประหารชีวิตครั้งนี้ พร้อมเรียกร้องให้ซาอุดีอาระเบียยกเลิกโทษประหารชีวิต โดยชี้ว่าการลงโทษดังกล่าวขัดต่อสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่านักโทษบางรายถูกตัดสินประหารชีวิตโดยไม่ได้รับกระบวนการยุติธรรมที่โปร่งใส ซึ่งสร้างความกังวลให้กับชุมชนระหว่างประเทศ
กฎหมายประหารชีวิตในซาอุดีอาระเบีย
ซาอุดีอาระเบียเป็นหนึ่งในประเทศที่ยังคงใช้โทษประหารชีวิตอย่างกว้างขวาง โดยมีกฎหมายชารีอะห์เป็นพื้นฐาน คดีที่มักได้รับโทษประหารชีวิต ได้แก่ ฆาตกรรม การข่มขืน การปล้นทรัพย์ และการค้ายาเสพติด อย่างไรก็ตาม รัฐบาลซาอุฯ อ้างว่าการประหารชีวิตเป็นไปเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม
ทั้งนี้ ซาอุดีอาระเบียยังคงถูกกดดันจากนานาชาติให้ปฏิรูปกฎหมายและลดการใช้โทษประหารชีวิต แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีความคืบหน้าที่ชัดเจน



