สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด หลังจากกัมพูชาได้รับอาวุธจากจีน โดยเฉพาะรถถัง ทำให้เกิดข้อกังขาถึงความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ความสัมพันธ์จีน-กัมพูชาแน่นแฟ้นกว่า 10 ปี
รศ.ดร.ดุลยภาค ปรีชารัชช นายกสมาคมภูมิภาคศึกษา และอาจารย์ประจำมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วิเคราะห์ว่า จีนและกัมพูชามีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นมานานกว่า 10 ปี ตั้งแต่สมัยฮุนเซนเป็นผู้นำ โดยยุทธศาสตร์จตุโกณของฮุนเซนเน้นการพัฒนาเกษตรกรรมและโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจีนให้การสนับสนุนอย่างใกล้ชิด จนถึงขั้นเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ด้านกลาโหมและความร่วมมือทางการทหาร
จีนไม่เลือกข้าง รักษาสมดุลในภูมิภาค
รศ.ดร.ดุลยภาค ระบุว่า จีนมองไทย พม่า และกัมพูชาเป็นกลุ่มผลประโยชน์เดียวกัน หากเกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับกัมพูชา จีนจะพยายามยุติเพื่อไม่ให้กระทบต่อการลงทุนขนาดใหญ่ เช่น โครงการ BRI หรือ Mega project ขณะนี้จีนไม่ได้เลือกข้าง แต่รักษาความสัมพันธ์กับทุกประเทศเพื่อประสานผลประโยชน์ในภาพรวม
ไทยใช้ยุทธศาสตร์สมดุลมหาอำนาจ
ประเทศไทยใช้วิธีการสร้างสมดุลระหว่างจีนและสหรัฐฯ โดยไม่เลือกข้าง เพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ การที่ทูตทหารจีนเข้าพบรัฐมนตรีกลาโหมไทย และวันต่อมาสหรัฐฯ ก็เข้าพบเช่นกัน สะท้อนถึงการถ่วงดุลอำนาจเพื่อสร้างความสบายใจให้ไทย หลังมีข่าวรถถังจีนเทียบท่ากัมพูชา
การปะทะรอบ 3 ใกล้เข้ามาหรือยัง?
รศ.ดร.ดุลยภาค มองว่ากัมพูชาได้ดำเนินการรบมาแล้วหลายเดือน แต่ค่อยๆ เก็บรายละเอียดและรอเวลาเพื่อเปิดศึกใหญ่ กัมพูชาละเมิดข้อตกลงจันทบุรีอย่างต่อเนื่อง ทั้งการวางระเบิด เพิ่มกำลังพล และแทรกซึมตามแนวชายแดน ทำให้ทหารไทยมีกำลังไม่เพียงพอ
กองทัพไทยเปลี่ยนจากรุกเป็นรับ
ปัจจุบันกองทัพไทยเปลี่ยนสถานะจากผู้รุกทวงคืนดินแดนมาเป็นผู้ตั้งรับ ทำให้เกิดข้อกังวลว่ากำลังพลจะเพียงพอต่อการอุดช่องโหว่ตามฐานต่างๆ หรือไม่ ขณะที่กองทัพภาคที่ 4 ของกัมพูชาเติมกำลังพลตลอดเวลา ทำให้สามารถรุกคืบตัดหน้าไทยได้หลายจุด แม้ศักยภาพทางทหารของไทยจะเหนือกว่า แต่ก็ไม่ควรประมาท ต้องจัดระเบียบการตั้งรับให้รัดกุมเพื่อรองรับการปะทะครั้งใหญ่ที่อาจเกิดขึ้น



