สหรัฐฯ ขยับยุทธศาสตร์มุ่งทำลายขีดความสามารถอิหร่านรอบฮอร์มุซ พร้อมเรือรบลำที่ 3
สหรัฐฯ ขยับยุทธศาสตร์มุ่งเป้าทำลายอิหร่านรอบฮอร์มุซ

สหรัฐฯ ขยับยุทธศาสตร์การรบ มุ่งเป้าทำลายขีดความสามารถอิหร่านรอบฮอร์มุซ

กองทัพสหรัฐฯ ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์การรบ โดยมุ่งเน้นการทำลายขีดความสามารถของอิหร่านในพื้นที่รอบช่องแคบฮอร์มุซ พร้อมกับการปรากฏตัวของเรือรบลำที่ 3 ในภูมิภาค ส่งสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่าความอดทนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่อการเจรจาหยุดยิงกำลังจะสิ้นสุดลง

แผนปฏิบัติการทางทหารใหม่จากเพนตากอน

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 สำนักข่าว CNN รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าวระดับสูงจากเจ้าหน้าที่ทหารและฝ่ายความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา ระบุว่าขณะนี้กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน กำลังดำเนินการพัฒนาแผนปฏิบัติการทางทหารฉบับใหม่ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าโจมตีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของอิหร่านรอบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทะเลอาหรับตอนใต้ และอ่าวโอมาน หากข้อตกลงหยุดยิงที่กำลังดำเนินอยู่นั้นพังทลายลง

แผนดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่การใช้ยุทธวิธี Dynamic Targeting หรือการระบุเป้าหมายเคลื่อนที่แบบเรียลไทม์ เพื่อเข้าทำลายเรือจู่โจมเร็วขนาดเล็ก เรือวางทุ่นระเบิด และอาวุธเชิงอสมมาตรต่าง ๆ ที่อิหร่านใช้เป็นเครื่องมือในการปิดกั้นเส้นทางเดินเรือน้ำมันสายสำคัญของโลก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ผลกระทบทางเศรษฐกิจและความพยายามของทรัมป์

การปิดช่องแคบฮอร์มุซโดยกองกำลังอิหร่านในครั้งนี้ ได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบเศรษฐกิจโลก และกลายเป็นอุปสรรคสำคัญต่อความพยายามของประธานาธิบดีทรัมป์ในการควบคุมภาวะเงินเฟ้อภายในสหรัฐฯ แม้ว่าจะมีการประกาศหยุดยิงตั้งแต่วันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมาเพื่อให้โอกาสทางการทูต แต่สภาพการณ์จริงในพื้นที่กลับพบว่าเรือบรรทุกน้ำมันส่วนใหญ่ยังคงไม่กล้าเสี่ยงเดินทางผ่านเส้นทางดังกล่าว เนื่องจากความไม่แน่นอนในมาตรการรักษาความปลอดภัยและขีดความสามารถด้านขีปนาวุธชายฝั่งของอิหร่าน ที่รายงานข่าวกรองระบุว่ายังคงอยู่ในสภาพสมบูรณ์เกือบทั้งหมด

ขยายขอบเขตการโจมตีไปยังเป้าหมายทวิประสงค์

นอกเหนือจากการพุ่งเป้าไปที่ยุทโธปกรณ์ทางเรือ แหล่งข่าวยังเปิดเผยว่าสหรัฐฯ กำลังพิจารณาขยายขอบเขตการโจมตีไปยังโครงสร้างพื้นฐานที่เป็น เป้าหมายทวิประสงค์ (Dual-use targets) ซึ่งรวมถึงโรงงานพลังงานและระบบสาธารณูปโภคที่สำคัญของอิหร่าน เพื่อสร้างแรงกดดันสูงสุดให้รัฐบาลเตหะรานยอมกลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาภายใต้เงื่อนไขของสหรัฐฯ

ยิ่งไปกว่านั้น แผนปฏิบัติการใหม่ยังรวมถึงความเป็นไปได้ในการเข้าโจมตีตัวบุคคล โดยพุ่งเป้าไปที่ผู้นำระดับสูงของกองทัพและกลุ่ม สายแข็ง ภายในระบอบปกครองที่ถูกมองว่าเป็นผู้ขัดขวางกระบวนการสันติภาพ ซึ่งรวมถึง อาหมัด วาฮิดี (Ahmad Vahidi) ผู้บัญชาการทหารสูงสุดของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน (IRGC)

ทรัมป์ชี้รัฐบาลอิหร่านแตกแยก

ทางด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้โพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียระบุว่า รัฐบาลอิหร่านในขณะนี้กำลังอยู่ในสภาวะ แตกแยกและสับสน อย่างหนัก หลังจากการสูญเสียผู้นำระดับสูงในระลอกแรกของการโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ทรัมป์อ้างว่าเกิดการต่อสู้แย่งชิงอำนาจอย่างรุนแรงระหว่างกลุ่มแนวคิดสุดโต่งที่พ่ายแพ้ในสมรภูมิ กับกลุ่มแนวคิดสายกลางที่เริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้น ซึ่งความระส่ำระสายภายในนี้เองที่ทำให้การทำข้อตกลงสันติภาพที่มีความยั่งยืนเป็นไปได้ยากขึ้น

การเสริมกำลังทางทะเลครั้งใหญ่

ในเชิงการวางกำลังทหาร กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้ยืนยันการเดินทางมาถึงของเรือบรรทุกเครื่องบิน ยูเอสเอส จอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช (USS George H.W. Bush) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นนิมิตซ์ลำล่าสุดเข้าสู่เขตรับผิดชอบในตะวันออกกลาง ทำให้ปัจจุบันสหรัฐฯ มีเรือบรรทุกเครื่องบินประจำการในภูมิภาคนี้ถึง 3 ลำ ได้แก่

  • ยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์. ฟอร์ด (USS Gerald R. Ford)
  • ยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น (USS Abraham Lincoln)
  • ยูเอสเอส จอร์จ เอช.ดับเบิลยู. บุช (USS George H.W. Bush)

การเสริมกำลังครั้งนี้นับเป็นการแสดงแสนยานุภาพทางทะเลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบกว่า 2 ทศวรรษ โดยเรือบุชเพียงลำเดียวสามารถบรรทุกเครื่องบินรบได้มากกว่า 80 ลำ และมีกำลังพลประจำการกว่า 5,500 นาย ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่านี่คือการส่งคำเตือนขั้นสุดท้ายไปยังอิหร่านว่า กองทัพสหรัฐฯ พร้อมที่จะกลับมาใช้ปฏิบัติการทางอากาศและทางเรืออย่างเต็มพิกัดหากการทูตล้มเหลว

ปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเลยังคงเข้มงวด

ขณะเดียวกัน ปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ยังคงดำเนินต่อไปอย่างเข้มงวด โดยนับตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน มีการสั่งเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือที่ต้องสงสัยว่าเกี่ยวข้องกับอิหร่านไปแล้วกว่า 33 ลำ และมีการส่งกำลังขึ้นตรวจค้นเรืออย่างต่อเนื่อง ล่าสุดกองกำลังสหรัฐฯ ได้บุกเข้าตรวจสอบเรือน้ำมันเถื่อนในมหาสมุทรอินเดียที่อยู่ห่างจากอ่าวเปอร์เซียถึง 2,000 ไมล์ แสดงให้เห็นว่าขอบเขตของความขัดแย้งในครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในช่องแคบฮอร์มุซอีกต่อไป แต่กำลังขยายตัวไปทั่วภูมิภาคเพื่อบีบคั้นทรัพยากรทุกทางของอิหร่านจนกว่าจะยอมจำนนตามข้อเสนอของประธานาธิบดีสหรัฐฯ