เลขาฯ พระปกเกล้า เสนอ 5 ข้อปฏิรูปงบอาหาร สส. ชูบัตรวงเงิน ใช้เท่าทาน เงินเหลือคืนหลวง
เลขาฯ พระปกเกล้า เสนอ 5 ข้อปฏิรูปงบอาหาร สส. (28.03.2026)

เลขาฯ พระปกเกล้า เสนอ 5 ข้อปฏิรูปงบอาหาร สส. ชูบัตรวงเงิน ใช้เท่าทาน เงินเหลือคืนหลวง

นายอิสระ เสรีวัฒนวุฒิ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นผ่านโพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับประเด็นงบประมาณอาหารของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) โดยเสนอแนวทางปฏิรูป 5 ข้อ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดปัญหาการสิ้นเปลือง หลังจากที่หลายพรรคการเมืองนำอาหารมาทานเองหรือซื้อจากร้านในโรงอาหารรัฐสภาในช่วงที่ผ่านมา

ปัญหางบอาหาร สส. และแนวทางแก้ไข

นายอิสระ ระบุว่า งบอาหารของ สส. อยู่ที่ประมาณ 80 กว่าล้านบาทต่อปี แต่การใช้จริงอยู่ที่ราว 50 ล้านบาท โดยยังไม่รวมงบอาหารกรรมาธิการอีกปีละ 20 กว่าล้านบาท ปกติมีการจัดอาหารให้ 3 มื้อ (เช้า-กลางวัน-เย็น) รวมไม่เกิน 1,000 บาทต่อคน และหากมีการประชุมเกิน 20.00 น. จะเพิ่มเป็น 5 มื้อ คือมื้อค่ำและมื้อดึกอีก 250 บาท ซึ่งระบบปัจจุบันมักจัดอาหารเต็มที่เผื่อไว้ ทำให้เกิด food waste เมื่อเหลือทิ้ง

ข้อเสนอปฏิรูป 5 ข้อ มีดังนี้:

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  1. เปลี่ยนจากจัดเลี้ยงรวมเป็นสิทธิรายบุคคล: ให้เป็นบัตรวงเงินไม่เกิน 1,000 บาทต่อวัน ใช้กับผู้ประกอบการที่หมุนเวียนมาจากทั่วประเทศ ใช้เท่าที่ทาน เหลือคืนหลวง เพื่อลดงบประมาณ ลด food waste และเพิ่มโอกาสเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยผู้ที่ไม่ประสงค์รับสิทธิ์ตลอด 4 ปีต้องแจ้งความประสงค์ไว้เลยและเปลี่ยนไม่ได้
  2. เพิ่มความโปร่งใส: งบอาหารควรถูกเปิดเผยแบบรายวันหรือรายมื้อ ให้สาธารณชนตรวจสอบได้ว่ามีการใช้จริงเท่าไร เหลือเท่าไร และจัดการอย่างไร
  3. จัดการต้นทุนที่สูง: ต้นทุนไม่ได้มาจากอาหารอย่างเดียว แต่รวมถึงการจ้างแรงงานเฉพาะวันประชุมและปัญหาการนำอาหารไปทานนอกห้องอาหาร ซึ่งเพิ่มปริมาณอาหารที่ต้องจัดและทำให้ภาชนะสูญหายเป็นประจำ
  4. ห้ามนำอาหารออกนอกพื้นที่: การให้บริการอาหารต้องจบในห้องอาหาร และไม่ขยายไปถึงห้องทำงานหรือทีมงาน เพื่อป้องกันการขยายงบโดยไม่จำเป็น
  5. มองภาพใหญ่: งบอาหาร 50 ล้านบาทอาจไม่ใช่หัวใจของปัญหา หากจริงจังกับการทุจริตเงินทอนโครงการทั่วประเทศและการซื้อเสียง การประหยัดได้จากวงเงินงบประมาณแผ่นดิน 3 ล้านล้านบาทจะมากกว่าหลายเท่า

ข้อสรุปและแนวทางข้างหน้า

นายอิสระ ย้ำว่า หากอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงจริง ไม่ต้องถึงขั้นเอาข้าวมาจากบ้าน แต่เริ่มจากการพร้อมใจไม่โกงทั้ง 500 คน และไม่ทำให้การเมืองเป็นธุรกิจ เพราะเมื่อไม่ต้องลงทุน 30–50 ล้านบาทเพื่อเข้าสู่สภา แรงจูงใจในการถอนทุนคืนจากงบหลวงก็จะลดลง ซึ่งนั่นอาจเป็นการประหยัดงบประมาณที่ทรงพลังที่สุดของประเทศ

การประหยัดเงินหลวงทำได้ง่าย ไม่ต้องกินน้อยลง แค่ต้องโกงน้อยลง ไม่ต้องทานน้อยลง ขอแค่ไม่ต้องทอนพอ นายอิสระกล่าวทิ้งท้าย เพื่อเน้นย้ำถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์ในการบริหารงบประมาณสาธารณะ