ศาลรัฐธรรมนูญยังคงไม่เร่งรัดกระบวนการพิจารณาคำร้องที่เกี่ยวข้องกับบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ด โดยล่าสุดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2569 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้รอความเห็นจากพยานผู้เชี่ยวชาญ รวมถึงผลศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ ต่อไป
ที่มาของคำร้อง
คำร้องดังกล่าวมาจากผู้ตรวจการแผ่นดินซึ่งรับเรื่องร้องเรียนจำนวน 22 คำร้อง ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาตามรัฐธรรมนูญมาตรา 213 กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และคณะดำเนินการจัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีการกำหนดรูปแบบและจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้งที่ใช้รหัสแท่ง (Barcode) และรหัสคิวอาร์ (QR Code) ซึ่งผู้ร้องเห็นว่าอาจทำให้สามารถสืบทราบตัวตนผู้ลงคะแนนและผลการลงคะแนนได้ ส่งผลให้การออกเสียงลงคะแนนไม่เป็นไปโดยลับ
ข้อกังวลด้านความลับ
การกระทำดังกล่าวถูกมองว่าขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหลายมาตรา ได้แก่ มาตรา 4 มาตรา 25 มาตรา 32 มาตรา 34 มาตรา 50 (7) มาตรา 83 วรรคสอง มาตรา 85 มาตรา 95 และมาตรา 224 ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนและความลับในการเลือกตั้ง
คำสั่งของศาล
ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าควรให้รอความเห็นของพยานผู้เชี่ยวชาญ ถ้อยคำพยาน ความเห็นและพยานเอกสารจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ให้สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมเสนอต่อศาลรัฐธรรมนูญต่อไป
ประเด็นที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม
ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาคือ บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งสามารถเชื่อมโยงไปยังข้อมูลส่วนตัวของผู้ลงคะแนนได้หรือไม่ และมีความเสี่ยงที่ความลับของการลงคะแนนจะถูกเปิดเผยหรือไม่ ซึ่งศาลต้องการข้อมูลทางเทคนิคและความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญเพื่อประกอบการตัดสินใจ
ผลกระทบต่อการเลือกตั้ง
คดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความเชื่อมั่นในระบบการเลือกตั้งของไทย หากศาลวินิจฉัยว่าการใช้บาร์โค้ดและคิวอาร์โค้ดขัดต่อรัฐธรรมนูญ อาจส่งผลให้ต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบบัตรเลือกตั้งในอนาคต รวมถึงอาจกระทบต่อผลการเลือกตั้งที่ผ่านมา



