ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเรียกนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ให้จัดทำความเห็นเป็นหนังสือส่งศาล ในกรณีที่บัตรเลือกตั้งมีการพิมพ์คิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ดว่า ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่
รายละเอียดคำสั่งศาล
วันที่ 10 พฤษภาคม 2569 นายศรีสุวรรณเปิดเผยว่า องค์กรฯ ได้รับหนังสือจากศาลรัฐธรรมนูญเพื่อขอให้จัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลกำหนด พร้อมจัดส่งเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง กรณีที่ได้ร้องเรียนผ่านผู้ตรวจการแผ่นดิน ตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 213 เพื่อพิจารณาวินิจฉัยว่า การที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จัดทำบัตรเลือกตั้งที่มีคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่
ที่มาของคำร้อง
สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 องค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้ยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อขอให้เสนอเรื่องพร้อมความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ กรณี กกต. จัดทำบาร์โค้ดในบัตรเลือกตั้ง อาจทำให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับในการใช้สิทธิของผู้เลือกตั้ง อันทำให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่ผ่านมาเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมหรือไม่ และการออกระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้ง ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ข้อ 129 วรรคสอง ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 85 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2561 มาตรา 84 และมาตรา 86 หรือไม่
มติศาลรัฐธรรมนูญ
ต่อมาศาลรัฐธรรมนูญมีมติเสียงข้างมาก 6 ต่อ 3 รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณาเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 โดยกำหนดเป็นเรื่องพิจารณาที่ ต.30/2569 เพื่อประโยชน์แห่งการพิจารณา ศาลจึงมีหมายคำสั่งเรียกให้องค์กรรักชาติ รักแผ่นดินจัดทำความเห็นเป็นหนังสือตามประเด็นที่ศาลกำหนดทั้งสิ้น 5 ประเด็น เช่น การไปใช้สิทธิเลือกตั้ง สภาพการเห็นรหัสคิวอาร์โค้ดและบาร์โค้ด และวิธีการใดที่ทำให้ทราบผลการลงคะแนนของบุคคลอื่นหรือสามารถระบุตัวผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากรหัสดังกล่าว การโต้แย้งคัดค้าน ร้องเรียน หรือแจ้งความบัตรเลือกตั้งดังกล่าวก่อนที่สื่อมวลชนจะนำเสนอ รวมทั้งให้จัดส่งพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้องให้ศาลทั้งหมดด้วย
ท่าทีขององค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน
องค์กรรักชาติ รักแผ่นดินเห็นว่าคำถามดังกล่าวอาจจะเป็นการตั้งประเด็นไต่สวนที่ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของคำร้อง เพราะหัวใจของปัญหาอยู่ที่การมีอยู่ของบาร์โค้ดนั้น ทำให้การเลือกตั้งนั้นลับหรือไม่ลับเท่านั้น แต่ก็มิอาจก้าวล่วงดุลยพินิจของศาลได้ อย่างไรก็ตาม องค์กรฯ จะเร่งทำความเห็นพร้อมรวบรวมข้อมูล พยานหลักฐาน และขอให้สอบพยานอื่นเพิ่ม ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญภายใน 15 วันตามที่ศาลกำหนด ตามมาตรา 27 วรรคสาม ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ 2561 เพื่อธำรงไว้ซึ่งความเที่ยงตรงและศักดิ์สิทธิ์ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย มิให้ผู้ใดมาใช้อำนาจและเล่ห์เหลี่ยมนอกกฎหมายเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจรัฐที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่อไป



