ศิริภา ท้าภราดรเช็กสมอง หาเสียงบอกไม่กู้เงินมาแจก
ศิริภา ท้าภราดรเช็กสมอง หาเสียงบอกไม่กู้เงินมาแจก

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 น.ส.ศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความตอบโต้กรณีนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาโพสต์โจมตีนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เกี่ยวกับการตั้งคำถามถึงการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท โดยระบุว่าเหตุใดจึงไม่ใช้เงินจากงบประมาณแผ่นดินตามระบบเหมือนที่เคยแถลงไว้ตอนหาเสียง

ศิริภาแนะภราดรตรวจความจำ

น.ส.ศิริภากล่าวว่า ตนเข้าใจว่านายภราดรไม่ใช่นอสตราดามุสที่จะรู้ล่วงหน้าว่ามีสงครามเกิดขึ้น แต่ขอแนะนำให้ไปตรวจประเมินความจำเพื่อยืนยันความผิดปกติด้านความจำ เนื่องจากการตรวจพบแต่เนิ่นๆ จะช่วยชะลอความเสื่อมของสมองได้ดีที่สุด

“ท่านจำไม่ได้จริงๆ เหรอคะ ว่าตอนหาเสียงในนโยบายอันน้อยนิดที่พรรคภูมิใจไทยหาเสียงไว้ มีการชี้แจงที่มาของโครงการคนละครึ่งพลัส หรือไทยช่วยไทยพลัส จะใช้เงิน 44,000 ล้านบาท จากงบประมาณโดยไม่ใช้เงินกู้” น.ส.ศิริภาระบุ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ทั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์เห็นด้วยกับความจำเป็นในการช่วยเหลือเยียวยาประชาชน แต่ด้วยความไม่ชัดเจนเรื่องการใช้เงินกู้ของรัฐบาล ทำให้สังคมกังวลว่านายภราดรจะนำเงินไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์ และแนวคิดแบบบ้านใหญ่ของรัฐบาลนี้จะทำให้ประเทศไทยติดหล่มยาว

ท้าภูมิใจไทยกู้ให้เกิด GDP โต

น.ส.ศิริภากล่าวต่อว่า ในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยมีนายกรณ์เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อยู่ในช่วงวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ที่ GDP ติดลบ รัฐบาลมุ่งเน้นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่ได้แจกเงินเพียงอย่างเดียว และใช้เงินกู้อย่างมีประสิทธิภาพจนเศรษฐกิจฟื้นตัว GDP โตกว่า 7.5% ภายใน 18 เดือน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

“จะเป็นเรื่องดีหากท่านสามารถวางแผนการใช้เงินกู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเหมือนรัฐบาลประชาธิปัตย์ และการที่ท่านเปรียบเทียบอัตราเงินกู้ต่อ GDP ว่าต่ำกว่า แต่ท่านทราบหรือไม่ว่าเพดานหนี้สาธารณะที่พุ่งจะทะลุร้อยละ 70 ในยุคของท่าน สามารถทำให้ประเทศไทยติดหล่มยาวและอาจล้มละลายได้ หากเงินที่กู้มาไม่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้” น.ส.ศิริภาระบุ

น.ส.ศิริภากล่าวทิ้งท้ายว่า ตนไม่มีสถานะใดๆ ที่คณะรัฐมนตรีจำเป็นต้องมาถามความเห็น แต่ในฐานะประชาชนคนไทยคนหนึ่งที่เป็นเจ้าของเงินภาษีที่จ่ายเงินเดือนให้รัฐบาลและจะต้องแบกหนี้ที่กำลังจะกู้ จึงมีสิทธิที่จะตั้งคำถามต่อความจำเป็นของ พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อให้แน่ใจว่าเงินภาษีทุกบาทของพี่น้องประชาชนจะถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เว้นแต่รัฐบาลนี้จะเป็นรัฐบาลเผด็จการที่ไม่รับฟังความเห็นของคนเห็นต่าง