ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์รับคำร้องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ขอให้ยุบพรรคก้าวไกล เนื่องจากมีพฤติกรรมล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเฉพาะกรณีการเสนอแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และการเคลื่อนไหวของแกนนำพรรคที่เข้าข่ายเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง
รายละเอียดคำร้อง
กกต. ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2568 โดยระบุว่าพรรคก้าวไกลมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (1) และ (2) ประกอบพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2560 มาตรา 92 ซึ่งรวมถึงการที่พรรคได้เสนอร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 และการแสดงออกของแกนนำพรรคที่มุ่งหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครอง
ข้อกล่าวหาหลัก
- การเสนอแก้ไขมาตรา 112: พรรคก้าวไกลได้เสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเป็นกฎหมายที่คุ้มครองสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีเนื้อหาลดโทษและเพิ่มเงื่อนไขในการดำเนินคดี ซึ่ง กกต. เห็นว่าเป็นการกระทำที่มุ่งล้มล้างการปกครอง
- การเคลื่อนไหวของแกนนำ: แกนนำพรรคหลายคนได้แสดงปาฐกถาและสัมภาษณ์ในสื่อต่างๆ ที่มีเนื้อหาโจมตีสถาบันพระมหากษัตริย์ และเรียกร้องให้มีการปฏิรูปสถาบัน ซึ่งถือเป็นการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครอง
- นโยบายของพรรค: นโยบายของพรรคที่เกี่ยวข้องกับการลดบทบาทของกองทัพและการกระจายอำนาจ ถูกมองว่าเป็นความพยายามเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการปกครอง
มติศาลรัฐธรรมนูญ
ศาลรัฐธรรมนูญได้ประชุมปรึกษาหารือและลงมติเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 โดยมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 เสียง รับคำร้องของ กกต. ไว้พิจารณา และมีคำสั่งให้พรรคก้าวไกลชี้แจงข้อกล่าวหาภายใน 15 วัน รวมทั้งให้หยุดการกระทำที่อาจเป็นเหตุให้ยุบพรรคไว้ก่อน
คำสั่งระหว่างพิจารณา
- ให้พรรคก้าวไกลยุติการดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขมาตรา 112 และการเคลื่อนไหวที่อาจเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง
- ห้ามมิให้แกนนำพรรคแสดงความคิดเห็นในลักษณะที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
- ให้พรรคก้าวไกลส่งคำชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาลภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับคำสั่ง
ปฏิกิริยาจากพรรคก้าวไกล
นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้แถลงข่าวหลังทราบมติศาล โดยยืนยันว่าพรรคจะต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ และเชื่อว่าการกระทำของพรรคเป็นไปตามหลักประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ศาลพิจารณาอย่างเป็นธรรม โดยไม่ถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมือง
“เรามั่นใจว่าเราไม่ได้กระทำการใดที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ การเสนอแก้ไขกฎหมายเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของฝ่ายนิติบัญญัติ และการแสดงความคิดเห็นเป็นเสรีภาพที่ได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ” นายพิธากล่าว
ผลกระทบทางการเมือง
คดียุบพรรคก้าวไกลครั้งนี้ถือเป็นคดีสำคัญที่อาจส่งผลต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองของไทย หากศาลมีคำสั่งยุบพรรค จะส่งผลให้กรรมการบริหารพรรคถูกตัดสิทธิทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี และสมาชิกพรรคจะต้องย้ายไปสังกัดพรรคอื่นภายใน 60 วัน ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงขั้วอำนาจในสภา
นอกจากนี้ คดีนี้ยังถูกจับตาจากนานาชาติ โดยองค์กรสิทธิมนุษยชนหลายแห่งได้แสดงความกังวลเกี่ยวกับการใช้กฎหมายปิดกั้นพื้นที่ทางการเมืองของฝ่ายตรงข้าม
ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดไต่สวนพยานหลักฐานในวันที่ 20 เมษายน 2568 และคาดว่าจะมีคำพิพากษาภายใน 3 เดือนนับจากนี้



