นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยความคืบหน้ากรณีสหรัฐอเมริกาเปิดไต่สวนไทยภายใต้มาตรา 301 แห่งกฎหมายการค้าสหรัฐฯ เพื่อพิจารณาขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยว่า หลังจากไทยได้ส่งคำแก้ต่างไปยังสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 ขณะนี้ในวันที่ 13-14 พฤษภาคมนี้ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) จะเปิดรับฟังความคิดเห็นจากรัฐบาลไทยเพิ่มเติม โดยกรมการค้าต่างประเทศเตรียมนำคณะผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย กรมศุลกากร กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และกระทรวงแรงงาน เดินทางไปยังสหรัฐฯ เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง
ประเด็นหลักในการชี้แจง
คณะผู้แทนไทยจะชี้แจงในสองประเด็นสำคัญ ได้แก่ การยืนยันว่าไทยไม่มีกำลังการผลิตส่วนเกินในสามอุตสาหกรรมที่ถูกกล่าวหา คือ ยานยนต์ เครื่องจักร และผลิตภัณฑ์ยาง พร้อมทั้งชี้ให้เห็นว่าอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตของสหรัฐฯ และประเด็นที่สองคือการชี้แจงข้อกล่าวหาที่ว่าไทยนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ
นางอารดากล่าวว่า ไทยมั่นใจว่าคำแก้ต่างในประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินจะได้รับการยอมรับ แต่สิ่งที่กังวลคือข้อกล่าวหาเรื่องแรงงานบังคับ เนื่องจากสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะใช้เกณฑ์ดังกล่าวอย่างเข้มงวด และอาจเลือกปฏิบัติต่อบางประเทศ นอกจากนี้ยังมีข้อกังขาเกี่ยวกับกระบวนการพิสูจน์ว่าแหล่งผลิตต้นทางมีการใช้แรงงานบังคับจริงหรือไม่
ผลกระทบหากแก้ต่างไม่สำเร็จ
หากไทยไม่สามารถแก้ต่างในทั้งสองประเด็นได้ สหรัฐฯ อาจเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสามอุตสาหกรรมของไทยในอัตราที่สูงมาก โดยอาจสูงเกินกว่าอัตราภาษีตอบโต้ที่ปัจจุบันเก็บจากไทยอยู่ที่ 19% ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของไทย
ส่วนประเด็นแรงงานบังคับนั้น ยังไม่มีความชัดเจนว่าสหรัฐฯ จะเก็บภาษีนำเข้ากับสินค้าใดของไทยบ้าง แต่คาดว่าสินค้าที่อาจได้รับผลกระทบ ได้แก่ กลุ่มเครื่องนุ่งห่มและสินค้าเกษตร
แนวโน้มการดำเนินการของสหรัฐฯ
นางอารดาคาดว่า สหรัฐฯ จะเร่งดำเนินการไต่สวนให้เสร็จโดยเร็ว หรือก่อนที่การเก็บภาษี 10% ตามมาตรา 122 จะสิ้นสุดลงในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569 เพื่อให้การเก็บภาษีตามมาตรา 301 สามารถบังคับใช้ได้ทันที



