นางสาวศิริภา อินทวิเชียร รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวตอบโต้กรณีนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ที่ได้กล่าวพาดพิงถึงนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่าเป็นต้นตอที่แท้จริงที่ทำให้เกิดการนำบริษัทพลังงานแห่งหนึ่งไปเป็นบริษัทมหาชนในปี 2544 จากการออกกฎหมายแปรรูปในปี 2542
การโต้แย้งของรองโฆษกประชาธิปัตย์
นางสาวศิริภากล่าวว่า เป็นเรื่องน่าแปลกใจที่นายพีระพันธุ์ ซึ่งในขณะนั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและได้ร่วมลงมติเห็นชอบกับกฎหมายดังกล่าวในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 20 เมื่อวันที่ 13 มกราคม 2542 กลับไม่ทราบถึงที่มาที่ไปของกฎหมายฉบับดังกล่าวว่า ออกมาเพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ในการช่วยเหลือประเทศไทย ซึ่งตามมาด้วยกฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจกว่า 11 ฉบับ
รัฐบาลชวนไม่ได้แปรรูปจริง
นางสาวศิริภาระบุเพิ่มเติมว่า รัฐบาลในขณะนั้นไม่ได้มีความพยายามในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจใดๆ มีเพียงการออกแผนแม่บทที่ไม่ได้มีผลผูกมัด และนายชวนเองก็ได้คัดค้านการแปรรูป พร้อมเสนอให้มีการแยกสินค้าผูกขาด เช่น ท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ส่วนการออกพระราชบัญญัติทุนรัฐวิสาหกิจเมื่อปี 2542 นั้น เป็นที่ทราบกันดีว่าไม่ได้ส่งผลให้เกิดการแปรรูป แต่เป็นเพียงกฎหมายที่เปลี่ยนสภาพรัฐวิสาหกิจมาเป็นรัฐวิสาหกิจประเภทบริษัทจำกัดเท่านั้น และระหว่างปี 2542-2544 ก็ไม่มีการเดินหน้าแปรรูปใดๆ เกิดขึ้น เนื่องจากรัฐบาลไม่ได้ต้องการแปรรูปจริง อีกทั้งยังฟังเสียงคัดค้านของสหภาพแรงงานหลายแห่งที่เคลื่อนไหวในเวลานั้น
ย้อนกลับไปถึงยุคทักษิณ
นางสาวศิริภากล่าวต่อว่า นายพีระพันธุ์ ในฐานะ สส. ในขณะนั้นน่าจะทราบดีถึงเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่นายทักษิณ ชินวัตร แปรรูปในปี 2544 ที่กลุ่มทุนจำนวนมากได้รับประโยชน์จากเรื่องดังกล่าว ซึ่งรัฐบาลพรรคไทยรักไทยขณะนั้นขับเคลื่อนการแปรรูปอย่างรวดเร็ว นางสาวศิริภากล่าวทิ้งท้ายว่า หวังว่าการไปพบนายทักษิณที่บ้านจันทร์ส่องหล้านั้น จะไม่ทำให้ความทรงจำและอุดมการณ์ของนายพีระพันธุ์เลือนหายไป
นอกจากนี้ นางสาวศิริภายังได้โพสต์ภาพมติการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 13 มกราคม 2542 ที่มีชื่อของนายพีระพันธุ์ ซึ่งในขณะนั้นเป็น สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมโหวตลงมติเห็นด้วยกับกฎหมายดังกล่าวด้วย



