วันที่ 26 มิถุนายน 2569 ที่ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่โค้งสุดท้ายก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครและสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) ภายใต้ชื่องาน “เมือง ฟ้า อมร ทอล์ก แอนด์ เฟส ไปให้สุดหยุดที่เจมส์ อนุชา” เพื่อระดมพลังขอคะแนนเสียงจากคนกรุงเทพฯ โดยมีนายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. และผู้สมัคร ส.ก. ทั้ง 50 เขต ขึ้นเวทีท่ามกลางแกนนำและผู้สนับสนุนพรรคเข้าร่วมอย่างคึกคัก
อนุชาเผยพร้อมรับตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ย้ำทำมากกว่าพูด
นายอนุชากล่าวปราศรัยตอนหนึ่งว่า ตนไม่ได้ต้องการตำแหน่งเพื่อมาสร้างโปรไฟล์ให้ตัวเอง แต่คิดเสมอว่าจะทำอย่างไรให้กรุงเทพฯ ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ หลังจากลงพื้นที่หาเสียงตลอด 1 เดือนที่ผ่านมา พบปัญหามากมาย ทั้งรถติด น้ำท่วม การกำจัดขยะ โรงขยะระบบปิดที่ไม่ปิดจริง การแย่งแผงค้าของคนต่างด้าว ปัญหาปากท้อง ค่าครองชีพ ตลอดจนที่อยู่อาศัยของผู้สูงอายุ และอนาคตของคนกรุงเทพฯ
นายอนุชาย้ำถึงความพร้อมในการทำงาน โดยระบุว่ามีประสบการณ์ทั้งด้านธุรกิจภาคเอกชน งานฝ่ายนิติบัญญัติ และงานฝ่ายบริหาร พร้อมที่จะเข้ามาพัฒนาเมืองหากได้รับโอกาสจากพี่น้องชาวกรุงเทพฯ ยอมรับว่าเป็นคนสื่อสารไม่เก่ง แต่เป็นคนที่ “ทำมากกว่าพูด”
กวาดล้างทุจริตเป็นภารกิจแรก วางระบบขนส่งเชื่อมต่อ
นายอนุชาย้ำถึงแนวทางการทำงานหากได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. โดยจะล้างทุจริตคอร์รัปชันเป็นภารกิจอันดับแรกเพื่อปัดกวาดอย่างจริงจัง พร้อมจัดระบบรถเมล์และเรือจากตรอกซอกซอยให้เชื่อมต่อระบบขนส่งหลักอย่างสะดวกรวดเร็ว โดยพรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคแรกและพรรคเดียวที่เสนอให้ ขสมก. มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ กทม. เพื่อแก้ปัญหาการขนส่งให้มีประสิทธิภาพสูงสุด และผลักดันระบบตั๋วร่วมเพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม
“ผมไม่ได้มาตัวคนเดียว แต่มาพร้อมผู้สมัคร สก. ของพรรคทั้ง 50 เขตที่มีประสบการณ์ ผมโชคดีที่ได้กลับมาในบ้านสีฟ้าที่รายล้อมด้วยคนที่ไม่คิดเบียดเบียนหรือหากิน จึงขอโอกาสคน กทม. เลือกผมและ สก. พรรค ปชป. เข้าไปพิสูจน์ให้เห็นว่า กทม. จะเป็นเมืองที่เดินทางสะดวก สะอาด น่าอยู่ มีเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และขอยืนยันว่าการทุจริตจะไม่เกิดขึ้นแน่นอนภายใต้พรรคประชาธิปัตย์” นายอนุชากล่าวทิ้งท้าย



