สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแถลงถึงประเด็นมหากาพย์รถไฟฟ้าสายสีส้ม โดยระบุว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นกับรัฐมีมูลค่าสูงถึง 68,613 ล้านบาท พร้อมตั้งคำถามว่าหากปล่อยให้เรื่องนี้จบลงโดยไม่มีใครรับผิดชอบ จะกลายเป็นระเบิดเวลาค่าโดยสารในอนาคต
ที่มาของส่วนต่าง 6.8 หมื่นล้านบาท
สุรเชษฐ์อธิบายถึงที่มาของส่วนต่างดังกล่าว โดยเริ่มตั้งแต่การประมูลรอบแรกในปี 2563 ซึ่งมีการแข่งขันระหว่าง BTS และ BEM โดย BTS เสนอให้รัฐอุดหนุนเพียง 9,675 ล้านบาท แต่มีการเปลี่ยนเกณฑ์การประมูลกลางคันและล้มประมูลในที่สุด ต่อมาในการประมูลรอบใหม่ในปี 2565 มีการเปลี่ยนเงื่อนไขจนกีดกัน BTS ออกจากการแข่งขัน ทำให้ BEM ชนะด้วยข้อเสนอที่รัฐต้องอุดหนุนสูงถึง 78,288 ล้านบาท สรุปคือโครงการรูปแบบเดิม สถานีและระยะทางเท่าเดิม แต่เวลาผ่านไปเพียง 2 ปี รัฐกลับต้องจ่ายเงินอุดหนุนแพงขึ้นถึง 68,613 ล้านบาท
6 ข้อพิรุธสำคัญในกระบวนการประมูล
สุรเชษฐ์ได้ชี้ให้เห็นถึงข้อพิรุธในกระบวนการประมูล 6 ประการ ดังนี้:
- เปลี่ยนเกณฑ์กลางอากาศ: เปลี่ยนจากการแข่งขันด้วยราคาตามปกติ เป็นการให้คะแนนที่รวมคะแนนจิตพิสัยเข้าไปด้วย ซึ่งส่งผลต่อผลแพ้ชนะโดยตรง
- ล้มประมูลขณะคดีค้างศาล: ยกเลิกการประมูลรอบแรก ทั้งที่ผู้เสียเปรียบยังไม่ยินยอมและเรื่องยังอยู่ในชั้นศาล
- กีดกันการแข่งขัน: ตัดสิทธิ์ BTS ไม่ให้ร่วมประมูลในปี 2565 ทั้งที่รู้ว่ามีผู้เข้าแข่งขันหลักเพียง 2 ราย ทำให้เหลือผู้รอดเพียงเจ้าเดียวที่สามารถตั้งราคาสูงเท่าใดก็ได้
- สร้างคู่เทียบหลอก: คณะกรรมการปล่อยให้ ITD (ซึ่งมีปัญหาด้านคุณสมบัติต้องห้าม) ผ่านเข้ามาเป็นคู่เทียบ เพื่อสร้างภาพว่าไม่ได้มี BEM ประมูลอยู่เพียงรายเดียว
- ราคากลางไม่สมเหตุสมผล: ตั้งกรอบให้รัฐอุดหนุนสูงสุดกว่า 91,983 ล้านบาท ซึ่งเปิดช่องให้เกิดส่วนต่างมหาศาล
- คณะกรรมการคัดเลือกบกพร่อง: ไม่รักษาผลประโยชน์ให้รัฐ ปล่อยให้ดีลที่เสียเปรียบนี้ผ่านไปได้ รวมถึงทิ้งปัญหาเรื่องสัญญาค่าโดยสารไว้ในอนาคต
ระเบิดเวลาค่าโดยสารในอนาคต
นายสุรเชษฐ์กล่าวต่อว่า โครงการนี้รัฐเป็นผู้อุดหนุนค่าก่อสร้าง 100% (รวม 2 ฝั่งตะวันออกและตะวันตกประมาณ 1.7 แสนล้านบาท) ขณะที่เอกชนลงทุนเพียงขบวนรถและรับกำไรไป แต่ในสัญญามีการซ่อนเงื่อนไขค่าโดยสารที่เป็นปัญหาไว้คือ:
- ปีที่ 1-10: ค่าโดยสารปรับขึ้นตามปกติ (ปีแรก 15-44 บาท จนถึงปีที่สิบ 17-50 บาท)
- ปีที่ 11 เป็นต้นไป: อัตราค่าโดยสารจะกระโดดขึ้นเป็น 23-83 บาท ทันที ซึ่งจะสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนอย่างมหาศาล และหากถึงเวลานั้นรัฐไม่ยอมทำตามสัญญา ก็อาจนำไปสู่การถูกฟ้องเสียค่าโง่ หรือต้องจำยอมขยายสัญญาสัมปทานต่อไป
สุรเชษฐ์ทิ้งท้ายด้วยคำถามถึงรัฐบาลว่า เมื่อข้อพิรุธและความเสียหายชัดเจนขนาดนี้ จะปล่อยให้จบไปโดยไม่มีผู้รับผิดชอบได้อย่างไร จะมีใครต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ และจะสั่งการแก้ไขเรื่องนี้เมื่อใด



