สถาบันพระปกเกล้าเปิดเผยผลสำรวจความนิยมของประชาชนและทิศทางโค้งแรกสนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานคร 2569 โดยเน้นความเป็นกลาง เป็นจริง เป็นประโยชน์ มีมาตรฐานวิชาการ ไม่มุ่งเน้นให้เกิดการชี้นำการเมือง แต่จัดทำเพื่อฟังการเมืองจากเสียงของประชาชน
ผลสำรวจ KPI Poll ครั้งที่ 22
ศูนย์สำรวจความคิดเห็นได้ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 22 ถึง 25 พฤษภาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามพื้นที่เขตทั่วกรุงเทพมหานคร จำนวน 1,600 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจดังนี้
แนวโน้มการเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร
หากเป็นคนกรุงเทพมหานคร ท่านมีแนวโน้มว่าจะเลือกสมาชิกสภากรุงเทพมหานครแบบใด โดยสำรวจผ่าน Line Today พบว่า
- ร้อยละ 41.6 ระบุว่าจะเลือกผู้สมัครอิสระที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง สูงสุด
- รองลงมา ร้อยละ 20.0 จะเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายค้าน
- ร้อยละ 17.6 จะเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้
- ร้อยละ 3.6 จะเลือกผู้สมัครที่สังกัดพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล
- ร้อยละ 17.2 ยังไม่แน่ใจหรือยังไม่ตัดสินใจ
การเลือกตั้งระดับพื้นที่ ประชาชนเกือบครึ่งอาจกำลังมองหาตัวแทนเขตที่ใกล้ชิดประชาชน ทำงานกับปัญหาเฉพาะพื้นที่ และไม่ถูกผูกโยงกับพรรคการเมืองมากเกินไป ขณะเดียวกัน คะแนนของผู้สมัครที่สังกัดพรรคฝ่ายค้านสูงกว่าผู้สมัครฝ่ายรัฐบาลอย่างชัดเจน อาจสะท้อนอารมณ์ทางการเมืองบางส่วนที่ต้องการใช้การเลือกตั้งท้องถิ่นเป็นพื้นที่สะท้อนความต้องการตรวจสอบ ถ่วงดุล หรือแสดงท่าทีต่อการเมืองระดับชาติ อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่ตอบว่าผู้สมัครจะสังกัดพรรคการเมืองใดก็ได้ และยังไม่แน่ใจหรือยังไม่ตัดสินใจ ซึ่งมีจำนวนไม่น้อย สะท้อนว่าสนามสมาชิกสภากรุงเทพมหานครยังไม่ปิด
ชัชชาติ นำโค้งแรก แต่เสียงลังเลเกือบ 1 ใน 4
เมื่อถามว่า หากเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครวันนี้ มีแนวโน้มจะเลือกใคร พบว่า
- ร้อยละ 31.5 จะเลือก ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
- ร้อยละ 13.1 จะเลือก ดร.โจ ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร
- ร้อยละ 7.5 จะเลือก มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข
- ร้อยละ 6.6 จะเลือก พล.ต.ท.ชาญเทพ เสสะเวช
- ร้อยละ 6.2 จะเลือก หม่อมกร หม่อมหลวงกรกสิวัฒน์ เกษมศรี
- ร้อยละ 6.1 จะเลือก คมสัน พันธุ์วิชาติกุล
- ร้อยละ 4.9 จะเลือก อนุชา บูรพชัยศรี
- ร้อยละ 24.1 ยังไม่แน่ใจหรือยังไม่ตัดสินใจ
แม้ชัชชาติ พ่อเมืองคนเก่าจะยังมีคะแนนนำในภาพรวม แต่สัดส่วนผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจยังสูง สะท้อนว่าสนามผู้ว่ากรุงเทพมหานครยังไม่ปิดเกม ยังมีพื้นที่ให้ผู้สมัครรายอื่นสร้างความชัดเจนด้านนโยบาย ผลงาน ภาพลักษณ์ และความเชื่อมั่นต่อการบริหารเมือง นอกจากนี้ คะแนนของผู้สมัครที่กระจายตัวในหลายกลุ่มยังสะท้อนว่าการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครครั้งนี้อาจเป็นการแข่งขันระหว่างความต่อเนื่องของผลงานเดิมกับทางเลือกใหม่ในการบริหารมหานคร
ฐานคะแนนเดิมและกลุ่มยังไม่ตัดสินใจ
เมื่อพิจารณาเทียบกับการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครในปี 2565 พบว่า
- กลุ่มที่เคยเลือกชัชชาติ ปัจจุบันร้อยละ 60.7 ยังเลือกชัชชาตินำโด่ง
- กลุ่มที่เคยเลือกสกลธี ภัททิยกุล ปัจจุบันร้อยละ 45.5 จะเลือกชัชชาติ
- กลุ่มที่เคยเลือกสุชัชวีร์ สุวรรณสวัสดิ์ ปัจจุบันร้อยละ 31.0 จะเลือกชัชชาติ
- กลุ่มที่เคยเลือกอัศวิน ขวัญเมือง ปัจจุบันร้อยละ 29.7 จะเลือกผู้สมัครคนอื่น ๆ และร้อยละ 22.9 จะเลือกชัชชาติ
- กลุ่มที่เคยเลือกวิโรจน์ ลักขณาอดิศร พบว่าปัจจุบันร้อยละ 49.2 จะเลือกดร.โจ ชัยวัฒน์ และร้อยละ 12.9 จะเลือกชัชชาติ
- กลุ่มที่เคยเลือกผู้สมัครคนอื่น ๆ พบว่าร้อยละ 31.1 ยังไม่ตัดสินใจ
- กลุ่มที่จำไม่ได้หรือไม่ได้ไปใช้สิทธิ์หรือไม่ประสงค์ตอบ พบว่าร้อยละ 53.8 ยังไม่ตัดสินใจ
ฐานคะแนนเดิมยังมีผลต่อแนวโน้มการเลือกตั้งครั้งใหม่ แต่ไม่ได้เป็นตัวกำหนดทั้งหมด นัยสำคัญคือการเลือกตั้งครั้งนี้อาจไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างผู้สมัครเดิมกับผู้สมัครใหม่ แต่เป็นการแข่งขันเพื่อรักษาฐานเดิม ดึงฐานข้ามกลุ่ม และโน้มน้าวกลุ่มที่ยังไม่ตัดสินใจ
คนกรุงเลือกผู้ว่าฯ ไม่เหมือนเลือก สส.
เมื่อพิจารณาตามพรรคที่เคยเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเขตครั้งล่าสุด พบว่า
- ชัชชาติมีคะแนนนำในหลายฐานพรรค ได้แก่ ผู้ที่เลือกพรรคเพื่อไทยร้อยละ 39.4, พรรคภูมิใจไทยร้อยละ 37.0, พรรคประชาชนร้อยละ 31.0, พรรคประชาธิปัตย์ร้อยละ 28.3 และพรรคอื่น ๆ ร้อยละ 42.0
- ดร.โจ ชัยวัฒน์ได้คะแนนสูงในกลุ่มผู้เลือกพรรคประชาชนร้อยละ 30.9 แต่ใกล้เคียงกับชัชชาติในกลุ่มเดียวกัน
- อนุชามีคะแนนเด่นในฐานผู้เลือกพรรคประชาธิปัตย์ร้อยละ 23.2
สะท้อนว่าการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครมีลักษณะเฉพาะที่อาจไม่เดินตามแนวการเลือกตั้งระดับชาติ นัยสำคัญคือการเลือกตั้งผู้ว่ากรุงเทพมหานครอาจเป็นสนามที่ประชาชนพิจารณาตัวบุคคลและผลงานควบคู่กับความชอบทางการเมือง
บทสรุปจาก KPI Poll ครั้งที่ 22
ผลโพลครั้งนี้สะท้อนว่าสนามเลือกตั้งกรุงเทพมหานครในช่วงโค้งแรกยังมีความไม่แน่นอนสูง แม้ชัชชาติจะยังมีคะแนนนำในภาพรวมและสามารถรักษาฐานคะแนนเดิมได้ในระดับหนึ่ง แต่สัดส่วนผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจทั้งในสนามผู้ว่ากรุงเทพมหานครและสนามสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร รวมถึงการเคลื่อนตัวของฐานคะแนนจากการเลือกตั้งครั้งก่อนและฐานพรรคในการเลือกตั้งระดับชาติ ยังเป็นปัจจัยที่มีนัยสำคัญ ดังนั้น การเลือกตั้งกรุงเทพมหานครรอบนี้จึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันระหว่างผู้สมัครคนเดิมกับผู้ท้าชิงรายใหม่ หากแต่เป็นการแข่งขันเพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่ออนาคตของมหานคร ทั้งในมิตินโยบาย ภาพลักษณ์ ผลงาน และความสามารถในการตอบโจทย์ชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพมหานครได้อย่างแท้จริง



