TikTok ยกระดับความรับผิดชอบ สร้างมาตรฐานสุขภาวะดิจิทัลเพื่อเยาวชน
TikTok สร้างมาตรฐานสุขภาวะดิจิทัลเพื่อเยาวชน

TikTok แพลตฟอร์มวิดีโอสั้นจากประเทศจีน ซึ่งถือกำเนิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม 2560 ใช้เวลาไม่ถึง 10 ปีในการสร้างฐานผู้ใช้งานมากกว่า 1,000 ล้านคน ครอบคลุม 150 ประเทศทั่วโลก ในฐานะน้องใหม่เมื่อเทียบกับเฟซบุ๊ก ยูทูบ หรืออินสตาแกรม TikTok เข้าสู่วงการในยุคที่สื่อดิจิทัลกำลังเฟื่องฟู ด้วยอิทธิพลและศักยภาพในการชี้นำสังคมอย่างมีนัยสำคัญ แพลตฟอร์มเหล่านี้ถูกติดตามและตั้งคำถามภายใต้ความพยายามในการกำกับดูแลจากรัฐบาลทั่วโลก TikTok เรียนรู้จากรุ่นพี่และถูกจับตาอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกาซึ่งมีผู้ใช้งานมากกว่า 136 ล้านคน

ความรับผิดชอบต่อผู้ใช้งานและเยาวชน

ความรับผิดชอบต่อชีวิต สวัสดิภาพ และการดำรงไว้ซึ่งการเป็นพื้นที่ปลอดภัยของผู้ใช้งาน โดยเฉพาะเยาวชน เป็นสิ่งที่แพลตฟอร์มน้องใหม่วัย 9 ปีให้ความสำคัญยิ่ง TikTok เป็นแพลตฟอร์มแรกที่กำหนดมาตรฐานสุขภาวะดิจิทัล (Digital Well-being) สำหรับเยาวชน โดยทำงานร่วมกับสถาบันการแพทย์ระดับโลก Boston Children's Hospital และเป็นแพลตฟอร์มแรกของโลกที่ก่อตั้งศูนย์ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ (Transparency and Accountability Center: TAC) ขึ้นในปี 2563 ปัจจุบันมี 4 สาขาในเมืองดับลิน ไอร์แลนด์ ลอสแอนเจลิสและวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกา และสิงคโปร์

TAC คือโชว์เคสการทำงานอย่างใกล้ชิดในขั้นตอนของการตรวจสอบเนื้อหา ตั้งแต่กระบวนการตรวจสอบ นโยบายด้านความปลอดภัย ไปจนถึงนวัตกรรมและมาตรการที่นำมาใช้ เป็นประตูเปิดสู่สาธารณะที่ TikTok หวังสร้างความเข้าใจในแนวทางปฏิบัติและมาตรฐานการสอดส่องวิดีโอจำนวนมหาศาลที่ถูกอัปโหลดบนแพลตฟอร์ม มากกว่าวันละ 23 ล้านวิดีโอ หรือราวนาทีละ 16,000 วิดีโอทั่วโลก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

บทบาทสำคัญด้านนโยบายและการสื่อสาร

สิริประภา วีระไชยสิงห์ Outreach & Partnerships Manager ของ TikTok สิงคโปร์ เปิดเผยว่า TAC คือกระจกสะท้อนพันธกิจของ TikTok ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นบวกสำหรับผู้ใช้งาน “ความโปร่งใสและความรับผิดชอบ เป็นหัวใจสำคัญของการสร้างความเชื่อมั่น เราเปิดศูนย์ความโปร่งใสเพื่อโชว์เคสให้เห็นกระบวนการดูแลความปลอดภัย ข้อมูล และความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน”

ด้วยผู้ใช้งานใหม่สมัครเปิดบัญชี TikTok ทุกๆ 4 วินาที รวมจำนวนผู้ใช้งานกว่า 1,000 ล้านคนทั่วโลก แต่ละวัน TikTok ต้องตรวจสอบเนื้อหาวิดีโอจำนวนมหาศาลที่ถูกอัปโหลดบนแพลตฟอร์ม ยึดตามหลักเกณฑ์สำหรับชุมชน (Community Guidelines) ซึ่งเป็นงานที่ยากและมีความซับซ้อนสูง

หลักเกณฑ์ชุมชน 8 ประการ

อัปเดตล่าสุดเดือนกันยายน 2568 Community Guidelines ประกอบด้วยหลักสำคัญ 8 ประการ อิงตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนระดับสากล ความคิดเห็นจากชุมชนและคณะกรรมการที่ปรึกษา รวมทั้งคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยออนไลน์ สาธารณสุข และสาขาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

  • ป้องกันอันตราย ไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย อารมณ์ หรือทางการเงิน
  • สนับสนุนการแสดงออกอย่างเสรี แต่มีข้อจำกัด หากการแสดงออกนั้นสร้างความเสียหายที่เกินสมดุล อาจถูกลบหรือไม่ถูกแนะนำ
  • ส่งเสริมความเมตตาและความเคารพ ป้องกันเนื้อหาที่ดูหมิ่นหรือทำให้ผู้อื่นเสื่อมเสีย
  • เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น ยึดมั่นในมาตรฐานสิทธิมนุษยชน
  • สนับสนุนความหลากหลายทางวัฒนธรรม
  • คุ้มครองความเป็นส่วนตัว
  • โปร่งใสและสม่ำเสมอ มุ่งมั่นที่จะให้ข้อมูลนโยบายและแนวปฏิบัติที่ชัดเจน แบ่งปันข้อมูลสถิติการลบเนื้อหาที่ละเมิดหลักเกณฑ์ผ่านศูนย์ความโปร่งใส
  • ดำเนินการอย่างยุติธรรม ให้โอกาสในการอุทธรณ์แก่ผู้ใช้

เนื้อหาที่เป็นข้อห้าม ได้แก่ ภาพเปลือยหรือกิจกรรมทางเพศ บริการทางเพศ และการกระทำที่ส่อไปในทางเพศหรือการเปิดเผยร่างกายอย่างมีนัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับผู้เยาว์ การฆ่าตัวตายและการทำร้ายตนเอง เนื้อหาที่น่าสะเทือนขวัญและโจ่งแจ้ง เช่น วิดีโอที่เต็มไปด้วยเลือด การทะเลาะวิวาททางร่างกายที่โจ่งแจ้ง ช่วงเวลาที่นำไปสู่อุบัติเหตุร้ายแรงหรือการบาดเจ็บ ในบางกรณีอาจอนุญาตให้ชมเฉพาะคนอายุ 18 ปีขึ้นไป การทารุณกรรมสัตว์ ความโหดร้ายต่อสัตว์ การทอดทิ้งสัตว์ หรือการแสวงหาผลประโยชน์จากสัตว์ พฤติกรรมการกินที่ผิดปกติ การลดน้ำหนักด้วยวิธีที่เสี่ยง และภาพลักษณ์ของร่างกาย กิจกรรมที่เสี่ยงและเป็นอันตราย พฤติกรรมรุนแรง การข่มขู่ การเชิดชูความรุนแรง หรืออาชญากรรม ถ้อยคำที่สร้างความเกลียดชัง โจมตีเผ่าพันธุ์ ศาสนา เพศ หรือรสนิยมทางเพศของผู้อื่น การค้าและการลักลอบขนมนุษย์ การคุกคามและการข่มเหงผู้อื่น เป็นต้น

AI และทีม 40,000 คนระดมคัดกรองเนื้อหา

กระบวนการคัดกรองเนื้อหาบน TikTok เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างระบบ AI (ปัญญาประดิษฐ์) และผู้ตรวจสอบที่เป็นมนุษย์ เริ่มจากใช้ AI และ Machine Learning ตรวจจับใบหน้า ร่างกาย และวัตถุ เพื่อระบุและคัดกรองเนื้อหาที่ละเมิดกฎในเชิงรุก ก่อนที่เนื้อหานั้นจะปรากฏบนหน้าฟีด ผ่านด่าน AI ยังมีทีมผู้ตรวจสอบอีกกว่า 40,000 คนทั่วโลก ทำหน้าที่เหมือนกองเซ็นเซอร์มนุษย์

“ขั้นตอนการคัดกรองเนื้อหาเริ่มต้นเมื่อมีการอัปโหลดวิดีโอ เนื้อหาจะเข้าสู่ระบบการคัดกรองอัตโนมัติชั้นแรกที่ใช้ AI ทันที เราพัฒนาระบบที่สามารถเข้าใจความละเอียดอ่อนของคนไทย ตรวจจับได้แม้กระทั่งการใช้สัญลักษณ์รูปอีโมจิ คำสแลงต่างๆ หากพบการละเมิดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน เนื้อหาจะถูกลบออกโดยอัตโนมัติ”

กรณีที่ระบบคัดกรองอัตโนมัติไม่สามารถตัดสินได้ชัดเจนหรือมีความซับซ้อน เนื้อหาจะถูกส่งต่อไปยังผู้ตรวจสอบ ซึ่งมีเครื่องมือช่วยตัดสินใจเป็น Dashboard แสดงข้อมูลประกอบการตัดสินใจอย่างละเอียด เช่น Video Playback ที่สามารถดูวิดีโอซ้ำและหยุดดูทีละเฟรมได้ ข้อมูลสถิติของบัญชี เช่น จำนวนผู้ติดตาม ยอดไลค์ ยอดแชร์ เพื่อให้เข้าใจบริบทของเนื้อหาได้ดีขึ้น หากเนื้อหาเข้าข่าย “ไม่อนุญาต” ตามกฎหลัก วิดีโอจะถูกลบทันที

ความฉลาดของระบบคัดกรองไม่ได้จำกัดเฉพาะแค่ลบวิดีโอที่ผิดกฎ แต่ยังมีระดับการคัดกรองเนื้อหาที่ “ก้ำกึ่ง” โดยเฉพาะต่อกลุ่มเยาวชนอายุ 13-17 ปี ซึ่งจะถูกจำกัดการมองเห็นเนื้อหาที่มีความรุนแรงหรืออาจกระทบจิตใจโดยอัตโนมัติ เช่น เนื้อหาที่มีเลือด (เช่น กีฬามวย) ภาพเหตุการณ์สงคราม ซึ่งเป็นวิดีโอเนื้อหาละเอียดอ่อนที่ต้องจำกัดอายุ

TikTok ยังมีกระบวนการตรวจสอบซ้ำหรือ Double Check นอกจากการตรวจรอบแรก โดยวิดีโอที่มี “ยอดวิวสูง” จะถูกดึงกลับมาตรวจซ้ำ เพื่อป้องกันข้อมูลที่อาจบิดเบือนไปตามกาลเวลา

เซ็นเซอร์ไลฟ์สดเป็นความท้าทายสำคัญ

สิ่งที่ยังมีความท้าทายอยู่มาก คือการจัดการไลฟ์สดทั่วโลก โดยเฉพาะเนื้อหาการทำร้ายตัวเอง นอกจากตรวจจับโดยระบบคัดกรองอัตโนมัติแล้ว การช่วยกันกดรีพอร์ตของผู้ใช้งานยังทำให้รับมือกับปัญหาได้รวดเร็วขึ้น โดยในไตรมาส 4 ของปี 2568 TikTok สามารถระงับไลฟ์สดที่ละเมิดกฎไปมากกว่า 42 ล้านครั้งทั่วโลก

ช่วงเดียวกัน TikTok ยังลบวิดีโอละเมิดกฎทั่วโลกรวม 175 ล้านวิดีโอ โดย 3 อันดับวิดีโอที่ถูกลบมากที่สุด ได้แก่ สินค้า บริการ และกิจกรรมเชิงพาณิชย์ที่ละเมิดกฎ (33.9%) เนื้อหาละเอียดอ่อนและเหมาะสำหรับผู้ใหญ่ (21.2%) เนื้อหาด้านความปลอดภัยและสุขภาวะของเยาวชน (15.9%) เฉพาะในประเทศไทย ซึ่งมีผู้ใช้งานมากกว่า 51 ล้านคน ในไตรมาส 4 ของปี 2568 TikTok ลบวิดีโอละเมิดกฎไป 4.3 ล้านวิดีโอ สามารถลบเชิงรุก (โดยระบบคัดกรองอัตโนมัติ) ได้ 99.9% ก่อนมีการรายงานจากผู้ใช้ และ 98.4% ถูกลบออกภายใน 24 ชั่วโมง

สิริประภายอมรับว่า หลักเกณฑ์ยิบย่อยและเข้มงวดเหล่านี้ย้อนแย้งกับเป้าหมายทางธุรกิจที่ต้องสนับสนุนให้ใช้งานได้อย่างสะดวก ง่ายดาย แต่นี่คือสิ่งที่ TikTok ต้องทำ เพื่อสร้างชุมชนที่สร้างสรรค์และเป็นมิตร

เยาวชน 98% เปิดใช้ฟีเจอร์จำกัดเวลา

สำหรับผู้ใช้งานอายุ 13–17 ปี TikTok ตั้งค่าเริ่มต้นด้านความปลอดภัยไว้ 50 รายการ มีระบบ Wind Down พอถึงเวลา 22.00 น. แอปจะมีหน้าจอ Takeover ให้เยาวชนหยุดการใช้งาน ทำสมาธิเพื่อส่งเสริมการนอนหลับที่ดี การทำงานร่วมกับ Boston Children's Hospital ยังนำไปสู่การกำหนดเกณฑ์เวลาหน้าจอที่เหมาะสม 60 นาที สำหรับเยาวชนด้วย

“เราเริ่มต้นจากการตรวจสอบอายุที่เข้มงวด ใช้ระบบคัดกรองอายุตามมาตรฐานสากล ทีมงานของเราได้รับการฝึกฝนมาโดยเฉพาะ เพื่อระบุและลบบัญชีที่ต้องสงสัยว่ามีอายุต่ำกว่าเกณฑ์ (ต่ำกว่า 13 ปี) เพราะมีเยาวชนจำนวนไม่น้อยพยายามหลอกระบบว่าอายุมากกว่าอายุจริง”

บัญชีของผู้ที่อายุต่ำกว่า 18 ปี มีความปลอดภัยเป็นค่าเริ่มต้น โดยจะถูกตั้งค่าเป็น “ส่วนตัว” โดยอัตโนมัติ อายุต่ำกว่า 16 ปี ถูกจำกัดการใช้งานฟีเจอร์ Direct Messaging และอายุต่ำกว่า 18 ปี ไม่สามารถ Livestreaming หรือรับของขวัญได้ เพื่อป้องกันการสื่อสารที่ไม่พึงประสงค์ ใช้ระบบคัดกรองเนื้อหาเพื่อให้เยาวชนรับชมได้เฉพาะเนื้อหาที่เหมาะสมกับวุฒิภาวะ

“เรายังให้ความสำคัญกับข้อกังวลเรื่องการใช้เวลาหน้าจอ ผ่านเครื่องมือที่ออกแบบอย่างตั้งใจ TikTok จำกัดเวลาใช้งาน 60 นาทีต่อวันโดยอัตโนมัติ สำหรับบัญชีผู้ใช้งานอายุต่ำกว่า 18 ปี เราคิดค้นฟีเจอร์ Wind Down ที่ช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการนอนหลับที่ดีต่อสุขภาพ ผู้ใช้อายุต่ำกว่า 16 ปี ที่ใช้งานหลัง 22.00 น. จะมีหน้าจอแจ้งเตือนการทำสมาธิเต็มหน้าจอ พร้อมมีดนตรีผ่อนคลาย ซึ่งจากการทดสอบพบว่าเยาวชน 98% เลือกที่จะเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้ต่อไป”

TikTok ยังมีฟีเจอร์ Family Pairing ซึ่งเป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้ปกครองเชื่อมต่อบัญชีกับบุตรหลาน เพื่อสร้างพื้นที่ตรงกลางระหว่างการให้อิสระเต็มที่กับการสั่งห้ามใช้งานโดยเด็ดขาด ผู้ปกครองสามารถช่วยบริหารเวลาหน้าจอของบุตรหลาน กำหนดช่วงเวลาพักการใช้งาน ช่วงเวลาไปโรงเรียนหรือช่วงที่เป็นเวลาของครอบครัว โดยต้องได้รับความยินยอมจากอีกฝ่าย

นอกจากนี้ยังมี Filter Bubble ระบบป้องกันไม่ให้ผู้ใช้เห็นแต่เนื้อหาเดิมๆ ซ้ำๆ มากเกินไป หากฟีดเริ่มซ้ำเกิน 60% ระบบจะเจาะฟองสบู่ (Pop the bubble) แทรกวิดีโอประเภทอื่นเข้าไปเพื่อความหลากหลาย เช่น หากมีการดูคอนเทนต์ลดน้ำหนักมากเกินไป ระบบจะสลับเอาคอนเทนต์ด้านสุขภาพ หรือการสร้างความมั่นใจในตนเอง (Body Positivity) มาแทรกเพื่อป้องกันพฤติกรรมที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิต

สิริประภายอมรับว่า นี่เป็นอีกหนึ่งความย้อนแย้ง เพราะ TikTok ไม่ได้มุ่งเน้นแค่ให้คนเสพติดคอนเทนต์ในแอปฯ แต่อยากช่วยดูแลสุขภาพจิต สร้างสุขภาวะดิจิทัลที่ดี และมุมมองที่หลากหลายของผู้ใช้ ภายใต้เป้าหมายบริษัทเทคโนโลยีที่ไม่ทิ้งความรับผิดชอบ