มดดำเผยความรู้สึกหลังโดนดราม่าคุกคาม 'น้ำตาล ทิพนารี' วอนอย่าเอารูปเก่าแปะ
เกิดเป็นดราม่าอย่างร้อนแรงในโลกออนไลน์ เมื่ออินเตอร์แฟนได้นำคลิปการสัมภาษณ์ของ น้ำตาล ทิพนารี นักแสดงจากซีรีส์ Girl Rules ในรายการ 'แฉ' ซึ่งมี มดดำ คชาภา เป็นพิธีกร ไปโพสต์บนแพลตฟอร์ม X พร้อมข้อความที่กล่าวหาว่าน้ำตาลถูกคุกคามทางเพศจากพิธีกร โดยระบุว่ามดดำแตะขา ดึงตัว และพยายามกอด ทำให้นักแสดงสาวแสดงอาการอึดอัดและถอยหนีอย่างชัดเจน
อินเตอร์แฟนจี้ GMM TV ออกมาปกป้องศิลปิน
โพสต์ดังกล่าวได้ติดแท็กไปยัง GMM TV เพื่อเรียกร้องให้ต้นสังกัดออกมาปกป้องศิลปิน และมองว่าการกระทำนี้เป็นการคุกคามทางเพศที่ผิดกฎหมาย ในขณะที่ชาวเน็ตไทยต่างพากันออกมาแก้ข่าวและปกป้องมดดำ โดยชี้แจงว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเพียงความเอ็นดูแบบ 'แม่-ลูก' เนื่องจากมดดำเป็นบุคคลในกลุ่ม LGBTQ+ ที่สนิทสนมกับนักแสดงในวงการอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ดราม่านี้ได้ขยายวงกว้างจนกลายเป็นข้อถกเถียงเรื่องวัฒนธรรมและความเหมาะสมที่มองกันคนละมุม โดยบางส่วนได้นำรูปสมัยที่มดดำแต่งหญิงเล่นหนังหอแต๋วแตกมาแปะเพื่ออธิบายให้อินเตอร์แฟนเข้าใจ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่สร้างความไม่พอใจเพิ่มเติม
มดดำออกมาแสดงความรู้สึกผ่านรายการข่าว
ล่าสุด มดดำได้พูดผ่านรายการ 'ข่าวใส่ไข่' ทางไทยรัฐทีวี ช่อง 32 โดยเปิดเผยว่าเพิ่งรู้กฎใหม่สำหรับพิธีกรในการสัมภาษณ์นักแสดงกลุ่ม BL หรือ GL ว่าต้องระมัดระวังเรื่องการถึงเนื้อถึงตัวมากขึ้น เพื่อให้เกียรติทุกฝ่ายตามมาตรฐานสากล
"อินเตอร์แฟนเขารักของเขา พวกเราต้องระมัดระวังตัวมากขึ้น ต่อให้เรารู้จักกับน้องหรือรู้จักกันมานานก็ตาม" มดดำกล่าว พร้อมเสริมว่าเข้าใจว่าคนไทยอยากช่วยตอบโต้ แต่การเอารูปสมัยหอแต๋วแตกมาแปะในคอมเมนต์นั้นทำให้รู้สึกเสียใจอย่างมาก
"ด่ากูเถอะ ด่ากูแทนเถอะ อย่าเอารูปไปแปะ ขอเถอะ" มดดำระบุด้วยน้ำเสียงอัดอั้นตันใจ จากนั้นได้ฝากข้อความขอโทษไปยังน้ำตาล ทิพนารีว่า "น้องน้ำตาลจ๋า พี่ขอโทษนะลูก ต่อไปถ้ามาเจอ นั่งไกลๆ กันนะ เราต้องห้ามหัวเราะกันเองแล้วนะ"
รถเมล์อธิบายเพิ่มเติมถึงมาตรฐานสากล
ด้าน รถเมล์ ผู้เกี่ยวข้องได้อธิบายเพิ่มเติมว่า อินเตอร์แฟนที่เข้ามาดูรายการต่างเสียเงินจับมือและสนับสนุนศิลปิน ดังนั้นการสัมภาษณ์ต้องคำนึงถึงมาตรฐานสากลและความเหมาะสมมากขึ้น มดดำตอบรับด้วยความเข้าใจแต่ยังย้ำว่า "เข้าใจคนไทย แต่ขอบคุณนะที่ช่วย แต่ด่าเถอะ อย่าเอารูปเก่าแบบนั้นไปแปะเลย"
ดราม่าครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมและการตีความในยุคดิจิทัล ที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งได้ง่าย โดยเฉพาะในแวดวงบันเทิงที่ต้องเผชิญกับสายตาจากผู้ชมทั่วโลก



