อุทาหรณ์ดารา! มัดหมี่-ดาต้า เปิดใจถูกล้างสมอง 4 ปี เสียเงิน 8 ล้านบาท
มัดหมี่-ดาต้า เปิดใจถูกล้างสมอง 4 ปี เสียเงิน 8 ล้าน (02.03.2026)

อุทาหรณ์ดารา! มัดหมี่-ดาต้า เปิดใจถูกล้างสมอง 4 ปี เสียเงิน 8 ล้านบาท

ในกรณีที่สร้างความสั่นสะเทือนวงการบันเทิง มัดหมี่ พิมดาว และ ดาต้า ดรัลชรัส ได้ออกมาเปิดใจอย่างละเอียดหลังการรวบตัวของ "อาจารย์ต้น" ผู้ต้องสงสัยในคดีลวงโลก โดยทั้งคู่เผยว่าเป็นเหยื่อที่ถูกล้างสมองและถูกเรียกเก็บเงินมหาศาลเป็นเวลานานกว่า 4 ปี

กระบวนการทางจิตวิทยาและกลยุทธ์ข่มขู่

มัดหมี่และดาต้ายอมรับว่าในตอนแรกหลงเชื่ออาจารย์ต้นเนื่องจากภาพลักษณ์ที่ดูสมถะ นุ่งขาวห่มขาว ซึ่งดูน่าศรัทธา อย่างไรก็ตาม ระยะหลังเริ่มสังเกตเห็นความผิดปกติเมื่ออาจารย์เปลี่ยนมาใช้ของแบรนด์เนม มีรถใหม่ และบ้านใหม่ จนคนรอบข้างและครอบครัวเริ่มทักเตือน

ทั้งคู่ระบุว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือกระบวนการทางจิตวิทยาที่ซับซ้อน โดยมีการเรียกเก็บเงินในรูปแบบที่เรียกว่า "ค่าลดละกรรม" ซึ่งยอดเงินของมัดหมี่เพียงคนเดียวสูงถึง 8 ล้านบาท โดยอ้างว่าเงินส่วนนี้จะนำไปช่วยค่าอาหาร ค่าที่พัก และสนับสนุนผู้ปฏิบัติธรรมท่านอื่นๆ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นการเรียกเก็บตาม "ความรุนแรงของอาการ" เช่น หากใครปวดหัวหรือเป็นไมเกรน ก็จะถูกทักว่าเป็นกรรมจากอดีตชาติที่ต้องจ่ายเงินเพื่อแก้ไข

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

กลยุทธ์การโปรแกรมข้อมูลและสร้างกำแพงความกลัว

อาจารย์ต้นใช้กลยุทธ์การโปรแกรมข้อมูลซ้ำๆ โดยมีการนัดปฏิบัติธรรมทุก 2 เดือน และต้องกลับมาสนทนาธรรมกันทุก 2 สัปดาห์ เพื่อกรอกหูให้เชื่อถือและศรัทธา เริ่มจากการเรียกเก็บเงินหลักสิบหลักร้อย จนไต่ระดับไปถึงหลักล้านในช่วงเวลาเป็นปีๆ

นอกจากนี้ ยังมีการสร้างกำแพงความกลัวด้วยการข่มขู่ว่าหากใครคิดจะเดินออกไปจะถูกธรณีสูบ หรือกลายเป็นคนบาป และสั่งให้ลูกศิษย์ที่ยังอยู่บล็อกโซเชียลห้ามติดต่อกับคนที่ออกไปแล้ว เพื่อไม่ให้ความจริงถูกเปิดเผย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ช่วงเวลาเปราะบางและบทเรียนราคาแพง

มัดหมี่และดาต้ายอมรับว่า ช่วงที่หลงเชื่อนั้นเป็นช่วงที่พวกเธอกำลังเปราะบางและมีสภาวะซึมเศร้า จึงกลายเป็นช่องโหว่ให้อีกฝ่ายใช้ความทุกข์มาเป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ หลังจากที่ถอยออกมาได้ ทั้งคู่ยืนยันว่าไม่มีความกังวลใดๆ ต่อคำขู่เหล่านั้นอีกต่อไป เพราะความจริงและหลักฐานจะพิสูจน์ทุกอย่างเอง

บทเรียนราคาแพงในครั้งนี้ทำให้พวกเธอเรียนรู้ที่จะกลับมารักตัวเองและเชื่อมั่นในสัญชาตญาณของตนเองมากกว่าฟังเสียงคนอื่น และอยากฝากเตือนคนที่มีปัญหาทางใจว่าควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่าการไปพึ่งพาความเชื่อที่บิดเบือนแบบนี้

ความคืบหน้าทางคดีความและกระบวนการยุติธรรม

ส่วนเรื่องทางคดีความ ทั้งคู่รู้สึกดีใจที่เจ้าหน้าที่ ปปง. เข้ามาตรวจสอบทรัพย์สินเพื่อนำมาเยียวยาผู้เสียหาย และขอให้กระบวนการยุติธรรมดำเนินการไปตามขั้นตอน โดยที่พวกเธอไม่ได้โกรธแค้นหรืออยากเจอหน้าอีก เพียงแต่ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตามกรรมที่แต่ละคนได้ก่อไว้เท่านั้น

กรณีนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตระหนักรู้และป้องกันตนเองจากภัยคุกคามทางจิตวิทยา โดยเฉพาะในยุคที่สังคมออนไลน์มีอิทธิพลสูง ซึ่งควรเป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกคนในการใช้วิจารณญาณและแสวงหาความช่วยเหลือจากแหล่งที่ถูกต้อง