ชมพู่ อารยา เผยวิธีเลี้ยงลูก 3 คน 3 สไตล์ ไม่บังคับ ไม่เปรียบเทียบ
ชมพู่ อารยา เผยวิธีเลี้ยงลูก 3 คน 3 สไตล์ ไม่บังคับ

ชมพู่ อารยา เปิดใจผ่านรายการ MY DADDY James ถึงแนวทางการเลี้ยงลูกทั้ง 3 คนอย่าง น้องสายฟ้า น้องพายุ และน้องแอบิเกล โดยเน้นการไม่ยึดติดกับตำรา ไม่บังคับให้กินอาหาร และไม่เปรียบเทียบลูกกับเด็กคนอื่น เธอยอมรับว่าการมีลูกโดยเฉพาะน้องเกลได้เปลี่ยนวิธีคิดของเธอจากคนที่วางแผนทุกอย่างในชีวิต มาเรียนรู้การปล่อยวางและอยู่กับปัจจุบันมากขึ้น

การเลี้ยงลูกสไตล์แม่ชม

ชมพู่เล่าว่า ก่อนมีลูกเธออ่านหนังสือเตรียมตัวมากมายเหมือนพ่อแม่มือใหม่ทั่วไป แต่พอได้ลูกกลับมาบ้านวันแรกก็ลืมทุกอย่างที่อ่าน เพราะทุกอย่าง overwhelming มาก เธอต้องปรับตัววันต่อวันและเรียนรู้ไปพร้อมกับลูก จากที่เคยคิดว่าจะต้องมีระบบให้ลูกแฝดกินนอนพร้อมกันเพื่อให้แม่มีเวลาเหลือ แต่ลูกกลับไม่สนใจกฎเกณฑ์ เธอจึงต้องปล่อยให้ทุกอย่างไหลไปตามธรรมชาติ

“ลูกมาสอนเราว่าไหลกันไปก็แล้วกัน ดูกันไปตามหน้างาน” ชมพู่กล่าว

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ไม่มีกรอบตายตัวในการเลี้ยงลูก

ชมพู่ย้ำว่าเธอไม่มีกรอบอะไรทั้งนั้น แม้จะเป็นคนที่ชอบวางแผนและมีเช็กลิสต์ในทุกเรื่อง แต่ลูกคือสิ่งเดียวที่เธอยอมไหลไปตามเขา โดยเฉพาะน้องเกลที่เข้ามาสอนให้เธอยอมรับและละบางอย่างที่เคยเป็นตัวตน เพื่อลูกและครอบครัว

“บางอย่างมันอาจจะไม่ได้เหมือนตอนที่เราตัวคนเดียว เพราะเรามีอีกชีวิตที่ต้องรับผิดชอบ ตอนนี้เขาคือความสำคัญของเรา” ชมพู่กล่าว

การปรับตัวเมื่อแม่เป็น Introvert ลูกเป็น Extrovert

ชมพู่ยอมรับว่าความเป็น Introvert ของเธออาจเป็นอุปสรรคเมื่อต้องเข้าสังคมกับผู้ปกครองคนอื่นในโรงเรียน แต่ก็หาจุดกึ่งกลางได้ น้องเกลเป็น Extrovert ที่ไม่กลัวคน และมีทักษะการเข้าสังคมสูงกว่าแม่ เพราะถูกพาออกสื่อตั้งแต่เด็ก ในขณะที่พี่สายฟ้าแม้ไม่กลัวคนแต่ก็ไม่ชอบ การพาเขามาทำงานกับแม่จึงกลายเป็น comfort zone ของเขา

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

เคล็ดลับทำให้น้องเกลทำงานอย่างมีความสุข

ชมพู่เผยว่าเธอไม่สอนลูกมาก แต่จะบอกกับลูกค้าว่าอย่าคาดหวังอะไรอภินิหาร ส่วนน้องเกลแค่ให้ไปยืนเป็นตัวเอง อาจมีบรีฟนิดหน่อยหากต้องเล่นเกม แต่จะไม่ใส่ข้อมูลมากเพื่อไม่ให้เครียด เธอเน้นสร้างบรรยากาศให้เด็กมีความสุข ไม่เครียด เพราะหากครั้งหน้าเขาจำได้ว่าต้องเจอความกดดันก็จะไม่อยากมา

“เราต้องช่วยสร้างบรรยากาศรอบข้างตรงนี้ให้เด็กมีความสุข ไม่เครียด ไม่อย่างนั้นครั้งต่อไปเขาจะจดจำว่ามายืนตรงนี้ต้องเครียดและเจอความกดดัน” ชมพู่กล่าว

การจัดการพลังงานของเด็ก

ชมพู่เล่าว่าเธอจะใช้พลังงานแบตก้อนแรกของน้องเกล โดยจัดการตั้งแต่ตื่นนอน เพราะสมาธิของเด็กจะเต็มที่แค่ครึ่งวัน ดังนั้นงานถ่ายจะต้องถ่ายให้เสร็จก่อนเที่ยง โดยน้องเกลจะเริ่มส่งสัญญาณรวนตอน 10:30-11:00 น. เธอย้ำว่าต้องให้เด็กนอนให้เต็มที่และกินอิ่ม เพราะเด็กงอแงเมื่อนอนไม่พอหรือกินไม่อิ่ม

เคล็ดลับทำให้น้องเกลกินเก่ง

ชมพู่เผยว่าน้องเกลเลียนแบบการกินของเธอ และข้ามจากอาหารเด็กมาทานข้าวมันไก่ ราดหน้า เพราะอาหารเด็กไม่อร่อย เธอให้ลูกกินสิ่งที่ชอบ โดยแต่ละคนมีความชอบต่างกัน พี่สายฟ้าชอบไข่เยิ้มๆ พายุชอบเนื้อสัตว์โปรตีน และน้องเกลชอบอาหารรสจัด แต่เธอไม่เคยบังคับให้กิน หากลูกไม่อยากกินก็ไม่กินทั้งสามคน

“อยากกินอะไรบอกมา ถ้าหาให้ได้ก็จะหาค่ะ” ชมพู่กล่าว

ชีวิตครอบครัวไม่จำเป็นต้องกินพร้อมหน้าทุกวัน

ชมพู่ยอมรับว่าภาพในอุดมคติของการนั่งกินข้าวพร้อมหน้าทุกมื้อไม่เกิดขึ้นจริงที่บ้าน เธอปูเสื่อหน้าทีวีให้ลูกกินพร้อมดูการ์ตูน แม้ผู้ใหญ่จะทะเลาะกันเรื่องช่อง แต่ลูกก็กินได้และสนุก เธอเน้นว่าสิ่งสำคัญคือลูกได้รับสารอาหารตามวัย ไม่ใช่การกินพร้อมหน้า

“ขนาดผู้ใหญ่ยังทำไม่ได้เลย” ชมพู่กล่าวถึงการกินพร้อมหน้าโดยไม่มีสิ่งรบกวน

การควบคุมอาหารและเป็นแบบอย่าง

ชมพู่ไม่ได้เคร่งครัดเรื่องสัดส่วนอาหาร แต่เน้นโปรตีนและไฟเบอร์ ส่วนแป้งมาเป็นอันดับสุดท้าย เธอสังเกตว่าพี่สายฟ้าเริ่มอวบขึ้นจึงเฝ้าระวัง แต่ไม่ห้าม เพียงพูดคุยด้วยเหตุผลเรื่องสุขภาพและความคล่องตัว เธอเป็นแบบอย่างโดยที่บ้านไม่มีน้ำอัดลม บุหรี่ หรือแอลกอฮอล์ให้เห็น ลูกจึงซึมซับพฤติกรรมเหล่านี้

เคล็ดลับไม่ให้เครียดกับการเลี้ยงลูก

ชมพู่แนะนำให้พ่อแม่เชื่อในสัญชาตญาณของตนเอง เพราะไม่มีความรักไหนยิ่งใหญ่ไปกว่าความรักที่พ่อแม่มีให้ลูก เธอเตือนว่าอย่ายึดติดกับกระแส parenting เช่น Gentle Parenting เพราะใช้กับลูกของเธอไม่ได้ผล เด็กแต่ละคนแตกต่างกัน แม้แต่ลูกแฝดที่เกิดมาพร้อมกันก็ยังใช้วิธีเดียวกันไม่ได้

“อย่าไปยึดติดเรื่องผิดถูกมาก มันไม่มีใครรู้หรอก เพราะเด็กแต่ละคนเกิดมาก็ต่างกัน” ชมพู่กล่าว

ผลลัพธ์จากการเลี้ยงลูกสไตล์นี้

ชมพู่เผยว่าเธอเห็นลูกเป็นตัวเองจริงๆ ทั้งมุมมืดและสว่าง เพราะลูกปล่อยทุกอย่างออกมากับเธอ เธอเชื่อว่าการเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ลูกเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น เธอยอมรับว่าไม่มีวันที่เพอร์เฟกต์ แต่การอยู่กับปัจจุบันกับลูกทำให้เห็นคุณค่าที่ประเมินไม่ได้ และลูกก็เปลี่ยนแปลงไปทุกวัน