พลิกตำราธุรกิจอีกครั้ง เมื่อนักวิจัยสกินแคร์ "คุณฝุ่ง อมต ชัยเกรียงไกร" ผู้ก่อตั้งแบรนด์ AMT Skincare สามารถสร้างธุรกิจจากศูนย์ในช่วงวิกฤตโควิด สู่ระดับหลายร้อยล้านบาท และกำลังมุ่งสู่พันล้าน ด้วยแนวคิดที่แตกต่าง ไม่เน้นคำเคลมเกินจริง แต่ให้ความสำคัญกับงานวิจัยและความเข้าใจผิวคนไทยอย่างลึกซึ้ง
เส้นทางจากเด็กเรียนเก่งสู่นักวิจัยระดับโลก
อมต ชัยเกรียงไกร คือเด็กเรียนเก่งระดับหัวกะทิ เรียนจบจากสาธิตปทุมวัน สอบเข้าเตรียมอุดมศึกษาได้ห้องคิง ด้วยเกรดเฉลี่ย 4.00 แม้คะแนนจะสูงพอเรียนแพทย์ได้ แต่เขากลับเลือกคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพราะหลงใหลวิชาเคมีตั้งแต่ ม.ปลาย
"ตอนเรียนเภสัชมีวิชาที่ได้ลงมือผสมยาและเครื่องสำอาง พบว่าการทดลองผสมสิ่งต่างๆ แล้วกลายเป็นผลิตภัณฑ์เป็นเรื่องสนุก" เขากล่าว หลังจบปริญญาตรีจึงเลือกเรียนต่อโทด้านวิทยาศาสตร์เครื่องสำอาง (Cosmetic Science) โดยได้รับทุนรัฐบาลญี่ปุ่น (MEXT) ศึกษาต่อที่ Tokyo University of Technology
ชีวิตในญี่ปุ่นทำให้เขาเรียนรู้จากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญที่เกษียณจากแบรนด์ดัง หลักสูตรเน้นการใช้งานจริงเชิงพาณิชย์ แม้ต้องใช้ภาษาญี่ปุ่นล้วนๆ แต่เขาสอบผ่านระดับสูงสุด N1 ได้ในหนึ่งปี
ประสบการณ์ใน Kose สู่การกลับประเทศไทย
หลังเรียนจบในปี 2555 เขาได้รับเลือกเป็นนักวิจัย Skincare Chemist ที่บริษัทโคเซ่ (Kose) ประเทศญี่ปุ่น ถูกเคี่ยวกรำผ่านระบบการทำงานแบบญี่ปุ่น เรียนรู้ทุกแผนกตั้งแต่การผลิต วิจัย ไปจนถึงงานขายหน้าเคาน์เตอร์
ตลอด 5 ปีที่ Kose เขาปรุงสูตรสกินแคร์และเมกอัปนับพันสูตร สามารถทำสูตรที่ขายดีติดอันดับ @cosme ได้ในเวลาอันสั้น แต่ชีวิตพลิกผันเมื่อต้องกลับไทยในปี 2560
การหางานในไทยยากกว่าที่คิด เขาพบว่าโรงงานส่วนใหญ่ทำหน้าที่เพียงรับจ้างผลิต (OEM) ไม่เน้นการวิจัยและพัฒนา (R&D) อย่างจริงจัง ในที่สุดเขาจึงผันตัวเป็นพนักงานขาย ingredient ให้บริษัทญี่ปุ่น Kaneda
พบ Pain Point ตลาดไทย สู่การสร้างแบรนด์ของตัวเอง
ประสบการณ์การเป็นเซลส์ทำให้เห็นปัญหาใหญ่ของตลาดไทย คือแบรนด์ส่วนใหญ่วิ่งตามเทรนด์ ใส่สารเข้มข้นสูงจนอาจทำร้ายผิวผู้บริโภค ขณะที่ ingredient ใหม่ที่มีประสิทธิภาพดีแต่ราคาสูงกลับขายไม่ได้
สิ่งนี้เป็นแรงผลักดันให้เขาตั้งบริษัทในปี 2563 ผลิตภัณฑ์แรกคือ AMT Liposome Serum ที่ตั้งใจ "ซ่อมผิว" ให้แข็งแรง ในช่วงล็อกดาวน์โควิด เขาขายผ่าน Facebook ในกลุ่ม "จุฬาฯ มาร์เก็ตเพลส" ด้วยการเล่าเรื่องนักวิจัยตัวจริง ภายใน 3 วันขายได้ 1,000 ขวด มูลค่า 1.5 ล้านบาท และมีลูกค้าซื้อซ้ำต่อเนื่อง
กุญแจสำคัญสู่การเติบโตก้าวกระโดด
จุดเปลี่ยนสำคัญคือการลงทุน 10 ล้านบาท สร้าง Skin Lab ในตึกย่านสาทรในปี 2565 เพื่อตรวจสภาพผิวฟรี ข้อมูลจากการวัดผิวคนไทยจริงพบว่า 63.08% เข้าใจผิวตัวเองผิด เช่น คิดว่าผิวมันแต่จริงๆแห้งขาดน้ำ
เขาใช้ข้อมูลเหล่านี้สร้างคอนเทนต์ใน TikTok แบบ Education-first พร้อมแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับแต่ละคน จนเกิดกระแสไวรัล สร้างความเชื่อมั่นและการบอกต่อ ทำให้ปี 2567 ยอดขายขยับเป็น 70 ล้านบาท
Economy of Scale สู่เป้าหมายพันล้าน
ในปี 2568 เขาเห็นข้อมูลว่ามีคนดูสินค้า AMT ถึง 14 ล้านคนต่อเดือน แต่ซื้อเพียง 1% เพราะราคาสูงกว่าแบรนด์ทั่วไป จึงใช้กลยุทธ์ Economy of Scale ผลิตจำนวนมากขึ้น ลดราคาจากหลักพันเหลือ 300-500 บาท ผลคือยอดขายพุ่ง 528 ล้านบาทในปีเดียว
ปีนี้ "อมต" ตั้งเป้ายอดขาย 1,000-1,500 ล้านบาท มีแผนนำแบรนด์ไปญี่ปุ่นเป็นที่แรก ผ่านผลิตภัณฑ์ AMT Skin Check (ชุดตรวจสภาพผิว) ก่อนขยายไปประเทศอื่น เพื่อเก็บข้อมูลผิวคนทั่วโลก
"ผมต้องการให้ AMT เป็นตัวแทนแบรนด์ไทยที่ให้ความสำคัญกับพื้นฐานผิวที่แข็งแรง และก้าวสู่การเป็น Global Company" เขากล่าวทิ้งท้าย
อมตยึดถือคำสอนของคุณพ่อที่ว่า "ทำอาชีพอะไรก็ได้ที่เราเก่งที่สุดในอาชีพนั้น เดี๋ยวคนจะวิ่งหาเราเอง" เขามุ่งมั่นทำของที่ดีจริงและจริงใจต่อผู้บริโภค แม้บางครั้งต้องปฏิเสธไม่ขายให้ลูกค้าหากผลิตภัณฑ์ไม่เหมาะกับปัญหาผิวของเขาจริงๆ
วันนี้ AMT Skincare คือบทพิสูจน์ของนักวิจัยไทยที่ใช้ความรู้ ความจริงใจ และความกล้าก้าวข้ามขีดจำกัด สู่การสร้างแบรนด์และมุ่งมั่นขยายตลาดโกอินเตอร์



