รู้จักไวรัสฮันตา เชื้อรุนแรงจากหนู หลัง WHO จับตาเสียชีวิตบนเรือสำราญ
รู้จักไวรัสฮันตา เชื้อรุนแรงจากหนู หลัง WHO จับตาเสียชีวิต

จากกรณีที่องค์การอนามัยโลก (WHO) เปิดเผยว่า บนเรือสำราญเอ็มวี ฮอนเดียส ซึ่งเดินทางจากอาร์เจนตินาไปยังกาบูเวร์ดี มีผู้เสียชีวิตแล้ว 3 ราย โดยต้องสงสัยว่าอาจเกิดจากการระบาดของไวรัสฮันตา (Hantavirus) จึงขอชวนทำความรู้จักไวรัสร้ายนี้ให้มากขึ้น

ไวรัสฮันตาคืออะไร?

ไวรัสฮันตา หรือ ฮันทา เป็นอาร์เอ็นเอไวรัสชนิดสายเดียว จัดอยู่ในตระกูลบันยาไวรัส โดยไวรัสในกลุ่มนี้ไม่ค่อยก่อโรคในมนุษย์นัก แต่เมื่อเกิดโรคจะมีอาการรุนแรง 2 ลักษณะ คือ ไข้เลือดออกที่มีภาวะไตวายร่วมด้วย ซึ่งพบในเกาหลี จีน และรัสเซียตะวันออก และโรคทางเดินหายใจรุนแรงที่มีไข้และปอดบวมน้ำ ซึ่งทำให้เสียชีวิตได้รวดเร็ว พบการระบาดในอเมริกาเหนือ

พาหะและการติดต่อ

สัตว์ฟันแทะโดยเฉพาะหนูเป็นพาหะหลัก มนุษย์ติดเชื้อจากการหายใจเอาละอองสารคัดหลั่งของหนูที่มีเชื้อ เช่น ปัสสาวะ น้ำลาย หรือมูลอุจจาระเข้าไป การสัมผัสโดยตรงหรือถูกกัดก็อาจติดเชื้อได้แต่ความเสี่ยงต่ำกว่า การแพร่กระจายเชื้อในหนูเป็นแนวราบผ่านการสัมผัสหรือต่อสู้ โดยเชื้อไม่ก่อโรคในหนู หนูที่แพร่เชื้อมากที่สุดคือหนูเล็กท้องถิ่นขนาด 2-3 นิ้ว พบในอเมริกาเหนือ

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

การติดเชื้อในมนุษย์

การติดเชื้อส่วนใหญ่เกิดจากการสูดดมฝอยละอองจากสารคัดหลั่งของหนู หรือเชื้อเข้าทางบาดแผล เยื่อบุตา หรือปนเปื้อนอาหารและน้ำ ปัจจัยเสี่ยงขึ้นอยู่กับโอกาสสัมผัสโรคตามฤดูกาลและอาชีพ ปัจจุบันยังไม่มีรายงานการติดต่อจากคนสู่คนที่ชัดเจน ยกเว้นบางกรณีในห้องปฏิบัติการหรือการระบาดในอาร์เจนตินาปี 1996 ที่ยังไม่ยืนยัน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ประวัติและการระบาด

การระบาดครั้งแรกพบในปี 1993 ที่สหรัฐอเมริกา บริเวณรัฐอะริโซนา นิวเม็กซิโก โคโรลาโด และยูทาห์ ผู้ป่วยมีไข้สูงและระบบทางเดินหายใจล้มเหลวเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว แรกเริ่มสงสัยกาฬโรค แต่ CDC ใช้เวลาหลายสัปดาห์ตรวจพบว่าเป็นไวรัสฮันตา

สถานการณ์ในประเทศไทย

แม้ยังไม่มีรายงานผู้ป่วยในไทย แต่การศึกษาหนูในชุมชนทั่วประเทศพบแอนติบอดีต่อไวรัสฮันตาในหนูหลายชนิด ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด โดยมีความชุก 2.3-3.0% สันนิษฐานว่าโรคในไทยอาจมีอาการไม่รุนแรงหรือไม่แสดงอาการ

ข้อมูลจาก: Bangkok Health Research Center