ป.ป.ส. ผนึกรักษ์ไทย-9 ภาคี ลงนาม MOU รุกนโยบายยาเสพติดแนวใหม่ ลดอันตราย-ฟื้นฟูชุมชน
ป.ป.ส. ผนึกรักษ์ไทย-9 ภาคี ลงนาม MOU รุกนโยบายยาเสพติดแนวใหม่

พันตำรวจตรี สุริยา สิงหกมล เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) นายพร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคม 9 องค์กร ได้แก่ กลุ่มคนทำงานดูแลผู้ใช้สารเสพติดจังหวัดสงขลา กลุ่มมอบความหวัง กลุ่มส่งเสริมการเข้าถึงการสนับสนุนด้านสุขภาพและสังคม เครือข่ายผู้ใช้ยาประเทศไทย มูลนิธิตนเพื่อการเปลี่ยนแปลง มูลนิธิดรีมลอปเม้นท์ มูลนิธิเอ็มเฟรนด์อุดรราชธานี มูลนิธิเอ็มพลัสนครราชสีมา และมูลนิธิแอ็คทีมขอนแก่น ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนารูปแบบการลดอันตรายจากยาเสพติด (Harm Reduction) และการฟื้นฟูสภาพ (Recovery) ในชุมชน เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายยาเสพติดแนวใหม่ที่เน้นความสมดุลระหว่างมิติด้านสุขภาพ สังคม และความปลอดภัย

ความร่วมมือครั้งสำคัญเพื่อนโยบายยาเสพติดที่สมดุล

ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการดำเนินงานที่สอดรับกับการปรับปรุงนโยบายยาเสพติดของประเทศไทย ตามเจตนารมณ์ของประมวลกฎหมายยาเสพติดปี พ.ศ. 2564 มุ่งเน้นการให้ความสำคัญกับทรัพยากรบุคคลและการบูรณาการการทำงานในทุกมิติ โดยนำหลักการจากมติการประชุมสมัชชาสหประชาชาติสมัยพิเศษ (UNGASS 2016) มาเป็นแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพด้านการบำบัดรักษาและการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้มีปัญหายาเสพติด ทั้งในเชิงสุขภาพและเชิงสังคม เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่มุ่งเน้นการสร้างสังคมที่มั่นคงและยั่งยืน

บทบาทของภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อน

ภายใต้กรอบความร่วมมือนี้ มูลนิธิรักษ์ไทยและภาคีเครือข่ายทั้ง 9 องค์กร ซึ่งทำงานใกล้ชิดกับชุมชนในพื้นที่ 23 จังหวัดทั่วประเทศ จะเข้ามามีส่วนร่วมสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการสร้างกระบวนการเรียนรู้เพื่อป้องกันผู้เสพรายใหม่ และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในกลุ่มผู้ใช้ยาเสพติดให้สามารถดูแลตนเองและอยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างปกติสุข ผ่านกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคประชาชน

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

เสวนาแลกเปลี่ยนมุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ

นอกจากนี้ยังได้มีการจัดเสวนา “การปฏิรูปนโยบายยาเสพติดของไทยเปลี่ยนจากปราบปรามสู่ความสมดุลด้านสุขภาพบนความเข้าใจอย่างยั่งยืน” โดยมีประเด็นสำคัญจากผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน

คุณปภาสี คัยนันท์ ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ให้ความเห็นว่า แต่เดิมการแก้ไขปัญหายาเสพติดมุ่งเน้นที่การปราบปราม แต่ภายหลังได้ปรับมาเป็นการมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาผู้เสพผู้ติดยาเสพติดโดยใช้สาธารณสุขนำ รวมถึงการพัฒนาแนวทางการลดอันตรายจากยาเสพติด โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อให้เกิดการดำเนินงานที่ยั่งยืนต่อไป

นายแพทย์สรายุทธ์ บุญชัยพานิชวัฒนา ผู้อำนวยการสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี กล่าวว่า “หนึ่งในงานสำคัญของการลดอันตรายจากยาเสพติด ความท้าทายคือเรื่องละเอียดอ่อน เพราะคนมองว่าทำไมผู้ใช้ยาถึงอันตราย ทำไมต้องช่วยเหลือ? แต่เรา สบยช. ช่วย เนื่องจากผู้ใช้ยาคือผู้ป่วย และหากมองมิติทั้งเศรษฐศาสตร์ สังคม สุขภาพ และครอบครัว มีความเกี่ยวข้องกันหมด เราจึงต้องการภาคประชาสังคมเข้ามาช่วยขับเคลื่อนให้คล่องตัวมากขึ้น และยืนยันได้ว่าภาคประชาสังคมทำงานอย่างมีมาตรฐานภายใต้ประมวลกฎหมายยาเสพติดปี 2564 รวมถึงมีเกณฑ์การตรวจสอบให้ตรงตามมาตรฐาน รับรอง Hospital Accreditation”

ดร. นงลักษณ์ ยอดมงคล ผู้ช่วยเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ผู้แทนนายแพทย์จเด็จ ธรรมธัชอารี เลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ระบุว่า หลักการที่สำคัญคงไม่ใช่ด้านนโยบายอย่างเดียว แต่มุ่งเสริมการมีส่วนร่วมของท้องถิ่นและภาคประชาชนในการดูแลผู้ใช้สารเสพติด ผ่านกลไกนโยบายและงบประมาณระดับพื้นที่ เช่น กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น/จังหวัด เพื่อสนับสนุนบริการเชิงป้องกันและฟื้นฟู พร้อมพัฒนาศักยภาพเครือข่ายผู้ให้บริการในชุมชน

นายพร้อมบุญ พานิชภักดิ์ เลขาธิการมูลนิธิรักษ์ไทย กล่าวปิดท้ายว่า มูลนิธิรักษ์ไทยและภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาการเข้าถึงบริการด้านการลดอันตรายจากยาเสพติด จากประสบการณ์ทำงานด้านนี้มากว่า 20 ปี และความร่วมมือกับภาครัฐ ส่งผลให้เกิดความก้าวหน้าเชิงนโยบายและการยอมรับมากขึ้น แม้ยังมีข้อจำกัดด้านกฎหมายและทัศนคติของสังคม ทั้งนี้การขับเคลื่อนในอนาคต จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อสร้างระบบบริการที่ครอบคลุมและยึดหลัก “ทุกคนควรได้รับโอกาส”