สภากลาโหมถกแนวทางรับมือชายแดนไทย-กัมพูชา เสนอ 5 แนวทางควบคุมพื้นที่ก่อนถอนกำลังทหาร
สภากลาโหมถกชายแดนไทย-กัมพูชา เสนอ 5 แนวทางควบคุมพื้นที่ (23.02.2026)

สภากลาโหมถกแนวทางรับมือชายแดนไทย-กัมพูชา เสนอ 5 แนวทางควบคุมพื้นที่ก่อนถอนกำลังทหาร

สภากลาโหมได้หารือประเด็นชายแดนไทย-กัมพูชาอย่างเร่งด่วน พร้อมเตรียมรับมือทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ขณะที่ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เสนอ 5 แนวทางหลักเพื่อควบคุมพื้นที่ชายแดนก่อนจะสามารถถอนกำลังทหารออกได้ โดยมุ่งหวังลดความตึงเครียดและประหยัดงบประมาณในระยะยาว

การประชุมสภากลาโหมสัญจรและข้อสรุปสำคัญ

ภายหลังการประชุมสภากลาโหมสัญจรที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 พล.อ.ณัฐพล เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) ตั้งคณะกรรมการร่วมกองทัพไทย เพื่อรองรับเหตุการณ์ต่างๆ บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งมีความยาวประมาณ 798 กิโลเมตร โดยจากปฏิบัติการทางทหารครั้งล่าสุด สามารถยึดพื้นที่สำคัญไว้ได้หลายจุด และจำเป็นต้องรักษาการควบคุมต่อไป เนื่องจากทหารกัมพูชาที่ส่งเข้ามาใหม่ในพื้นที่ส่วนใหญ่ขาดวินัย อาจนำไปสู่การรุกล้ำเขตแดนได้

อย่างไรก็ตาม การคงกำลังทหารไว้ตลอดเวลาเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ดังนั้น จึงได้เสนอที่ประชุม 5 แนวทางหลัก ดังนี้

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  1. คงกำลังทหารไว้ในพื้นที่ควบคุม เช่นเดิม เพื่อรักษาความมั่นคงในระยะสั้น
  2. การสร้างรั้วถาวร ในจุดที่มีการเข้าออกพลุกพล่าน เช่น พื้นที่คลองลึกและทมอดา ส่วนบางจุดอาจใช้รั้วอิเล็กทรอนิกส์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ
  3. พิจารณาสร้างแหล่งท่องเที่ยว ในบางพื้นที่ เช่น ภูมะเขือ ช่องอานม้า และช่องบก เพื่อกระตุ้นการเคลื่อนไหวและเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง
  4. สนับสนุนให้ทหารผ่านศึกเข้ามาทำกิน ในลักษณะหมู่บ้านป้องกันตนเองชายแดน โดยได้ประสานงานเบื้องต้นกับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแล้ว
  5. เชื่อมโยงแนวทางทั้งหมด เพื่อให้สามารถถอนกำลังทหารออกได้ในอนาคต ช่วยลดภาระงบประมาณของประเทศ

พล.อ.ณัฐพล ระบุว่า หากดำเนินการครบทั้ง 5 แนวทาง จะสามารถถอนกำลังทหารที่ประจำการอยู่ในพื้นที่ได้ ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณอย่างมีนัยสำคัญ

การติดต่อกับฝ่ายกัมพูชาและประเด็นกังวล

นอกจากนี้ รมว.กลาโหม ยังได้ติดต่อไปยังรัฐมนตรีกลาโหมกัมพูชา เพื่อแจ้งข้อกังวลใน 2 ประเด็นสำคัญ ได้แก่

  • กรณีทหารกัมพูชาไร้วินัย และการเผาป่าตามแนวชายแดน ซึ่งอาจก่อให้เกิดการกระทบกระทั่งและปัญหาบานปลายได้ โดยเน้นย้ำว่าหากกัมพูชาต้องการแก้ไขปัญหาอย่างสันติจริงๆ ไม่ควรใช้วิธีการดังกล่าว เพราะไฟอาจลามมายังฝั่งไทยและสร้างความเสียหายรุนแรง
  • กรณีทหารกัมพูชาสร้างข่าวปลอม เช่น เหตุการณ์ล่าสุดที่มีการกล่าวหาว่าทหารไทยยิงทหารกัมพูชาจนบาดเจ็บที่ช่องอานม้า ซึ่งจากหลักฐานและข้อเท็จจริงชี้ชัดว่าไม่ใช่แผลจากการถูกยิง

พล.อ.ณัฐพล กล่าวเสริมว่า การเผยแพร่ข้อมูลเท็จเช่นนี้อาจบั่นทอนความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ และเรียกร้องให้ทั้งฝ่ายยึดมั่นในข้อเท็จจริงและกลไกทางการทูตเพื่อคลี่คลายประเด็นอ่อนไหว

บทบาทในระหว่างรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่และกรณีอื่นๆ

เมื่อถามถึงบทบาทในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในช่วงรอการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ พล.อ.ณัฐพล กล่าวว่า ตนจะทำงานต่อให้ครบวาระในช่วง 2 เดือนข้างหน้า และขณะนี้ยังไม่มีการติดต่อมาว่าจะได้ดำรงตำแหน่งนี้ต่อหรือไม่ แต่จากการทำงานที่ผ่านมา ไม่มีเรื่องใดคั่งค้าง และพยายามทำทุกอย่างให้ดีที่สุด จึงไม่ขอตอบคำถามเกี่ยวกับการอยู่ต่อ

นอกจากนี้ ยังได้กล่าวกับเหล่าทัพว่า กองทัพไทยต้องเป็นหลักให้กับประเทศ และขอให้คณะผู้บัญชาการทหารขยายกรอบความคิดในการแก้ปัญหา ไม่ใช่คิดเพียงด้านการทหารเท่านั้น เพื่อนำข้อเสนอแนะไปหารือในที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติต่อไป

สำหรับกรณีข้อสงสัยเรื่องการพบช้อนในเถ้ากระดูก หลังฌาปนกิจ พลทหารเพชรรัตน์ ซึ่งเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวขณะถูกจำขัง พล.อ.ณัฐพล ชี้แจงว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รายงานมาแล้วว่าไม่มีปัญหาใดๆ และพร้อมให้ตรวจสอบเพิ่มเติมหากจำเป็น โดยปกติทหารมักพกช้อนประจำตัวอยู่แล้ว ส่วนข้อกังวลว่าช้อนอาจใช้เป็นอาวุธนั้น ต้องตรวจสอบกับหน่วยอีกครั้ง ซึ่งจากผลชันสูตรของแพทย์ ไม่พบความผิดปกติภายในร่างกาย

ทั้งนี้ การหารือในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของไทยในการรักษาความมั่นคงชายแดนด้วยแนวทางที่หลากหลายและยั่งยืน พร้อมทั้งส่งสัญญาณเชิงรุกเพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายไปกว่าที่เป็นอยู่