รอง ผบ.ตร. สั่งขยายผลตรวจสอบอาวุธปืน 'ผู้ใหญ่ตี๋' หลังยิงฉลองตรุษจีนโชว์โซเชียล จ่อเสนอถอนใบอนุญาต
จากกรณีคลิปวิดีโอผู้ใหญ่บ้านในจังหวัดสุพรรณบุรี ใช้อาวุธปืนยิงถวายพ่อปู่ในช่วงเทศกาลตรุษจีน พร้อมกล่าวอ้างว่าเป็นการกระทำที่ถูกกฎหมาย เนื่องจากยิงในพื้นที่ส่วนบุคคล และระบุว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่สามารถเอาผิดได้ จนเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความเหมาะสมและการใช้อิทธิพลในพื้นที่
ตำรวจดำเนินคดีแล้ว ยืนยันยิงในที่ดินตัวเองก็ผิดกฎหมาย
วันนี้ (17 ก.พ.2569) พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าว่า ขณะนี้ตำรวจได้ดำเนินคดีกับผู้ใหญ่บ้านคนดังกล่าวแล้ว ในข้อหายิงปืนในที่สาธารณะโดยไม่มีเหตุอันควร พร้อมสั่งการให้ตำรวจภูธรจังหวัดสุพรรณบุรี เร่งตรวจสอบและขยายผลอาวุธปืนทั้งหมดที่อยู่ในครอบครอง
รอง ผบ.ตร. ยืนยันว่า การนำปืนออกมายิงในบริเวณบ้านหรือที่ดินของตนเองโดยไม่มีเหตุจำเป็น ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย ในข้อหายิงปืนในที่สาธารณะ หมู่บ้าน หรือชุมชน โดยไม่มีเหตุอันควร การนำปืนมายิงขึ้นฟ้าหรือยิงลงดินโดยอ้างความเชื่อส่วนตัวไม่สามารถทำได้ ยิ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐและผู้ที่ได้รับอนุญาตให้ครอบครองปืน ยิ่งต้องมีความรู้และตระหนักถึงข้อกฎหมายเป็นพิเศษ
ขยายผลตรวจสอบอาวุธปืน จ่อเสนอถอนใบอนุญาต
หากพบว่าอาวุธปืนกระบอกใดได้มาโดยมิชอบ หรือมีการครอบครองอาวุธปืนที่ผิดกฎหมาย จะแจ้งข้อหาเพิ่มเติมทันที นอกจากนี้ หากตรวจสอบแล้วพบว่าพฤติการณ์การครอบครองปืนไม่มีเหตุอันควร หรือเป็นอันตรายต่อความสงบเรียบร้อย สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะทำเรื่องเสนอต่อกระทรวงมหาดไทย เพื่อพิจารณาถอนใบอนุญาตการครอบครองอาวุธปืน หรือใบ ป.4 ทั้งหมดที่มีอยู่
รอง ผบ.ตร. เน้นย้ำว่า การกระทำดังกล่าวถือเป็นการบังคับใช้กฎหมายที่เท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือประชาชน โดยประเด็นที่หลายฝ่ายมองว่าผู้ใหญ่บ้านคนดังกล่าวเป็นผู้มีอิทธิพลและท้าทายตำรวจ จากการตรวจสอบประวัติเบื้องต้นในทะเบียนผู้มีอิทธิพลหรือกลุ่มบุคคลที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ ยังไม่พบชื่อผู้ใหญ่บ้านคนดังกล่าว
วิพากษ์วิจารณ์การประกาศศักดา ตำรวจชี้เป็นการกระทำผิดเฉพาะบุคคล
ส่วนกรณีที่ผู้ก่อเหตุพูดในเชิงท้าทายว่าตำรวจไม่สามารถดำเนินคดีได้นั้น มองว่าเป็นสิทธิในการพูดส่วนบุคคล แต่ในการปฏิบัติหน้าที่ตำรวจจะยึดตามกฎหมายเป็นหลัก สำหรับการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เป็นการประกาศศักดาหรือสร้างอิทธิพลในพื้นที่หรือไม่นั้น ทางตำรวจมองว่าพฤติการณ์ดังกล่าวยังไม่เข้าข่ายลักษณะการทำเป็นหมู่คณะเพื่อสร้างอิทธิพลมืด แต่เป็นการกระทำผิดเฉพาะตัวบุคคล ซึ่งต้องถูกลงโทษตามระเบียบและกฎหมายอย่างเด็ดขาด
ทั้งนี้ การดำเนินคดีในครั้งนี้สะท้อนถึงความเข้มงวดของเจ้าหน้าที่ในการบังคับใช้กฎหมายอาวุธปืน โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญที่อาจมีการใช้ปืนในทางที่ผิด ซึ่งตำรวจย้ำว่าการยิงปืนโดยไม่มีเหตุจำเป็นถือเป็นความผิดร้ายแรง ประชาชนควรตระหนักและปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อความปลอดภัยของสังคมส่วนรวม



