โรม-ศุภโชติ ตรวจคลังน้ำมันเสี่ยตือ พบซีลถังถูกแกะ น้ำมันค้าง 5 ล้านลิตร
โรม-ศุภโชติ ตรวจคลังน้ำมันเสี่ยตือ พบซีลถังถูกแกะ

วันที่ 27 เมษายน 2569 ที่คลังน้ำมันจังหวัดเพชรบุรี นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และนายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ จากพรรคประชาชน ร่วมกันตรวจสอบคลังและโรงกลั่นน้ำมันที่เกี่ยวข้องกับเสี่ยตือ ซึ่งเชื่อว่าเป็นตัวการสำคัญในคดีกักตุนน้ำมัน การตรวจสอบครั้งนี้เป็นไปตามคำเชิญของนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน หลังจากที่นายรังสิมันต์ตั้งกระทู้สดในสภาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

ข้อสังเกตจากพื้นที่ตรวจสอบ

นายศุภโชติเปิดเผยว่าพื้นที่ที่ตรวจสอบประกอบด้วยทั้งโรงกลั่นและคลังน้ำมันที่ตั้งติดกัน โดยมีนิติบุคคลสองรายถือครอง แต่เดิมทั้งสองส่วนอยู่ภายใต้กรรมสิทธิ์ของเสี่ยตือ ก่อนที่เสี่ยตือจะขายคลังน้ำมันให้กับบริษัทบางจากมูลค่า 9,000 ล้านบาท ขณะที่ยังคงถือครองฝั่งโรงกลั่นไว้ โดยขายเฉพาะคลังที่มีถังน้ำมัน 20 ถัง ซึ่งถังใหญ่ที่สุดมีความจุประมาณ 64 ล้านลิตร ปัจจุบันเสี่ยตือยังเป็นเจ้าของ 17 ถัง

สิ่งที่น่าสงสัยคือโครงการนี้สร้างเสร็จตั้งแต่ปี 2562 แต่หยุดดำเนินการในปี 2564 โดยมีน้ำมันค้างอยู่ในโรงกลั่นถึง 5 ล้านลิตร ผู้ชี้แจงระบุว่าไม่ได้มีการนำน้ำมันออกมาเลยตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน ทำให้เกิดคำถามว่าเหตุใดจึงไม่นำน้ำมันออกมาขาย เนื่องจากหลังจากปี 2564 ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงถึงสองครั้งจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง การอ้างว่าขายไม่คุ้มทุนจึงไม่น่าเชื่อถือ เพราะราคาขายปลีกในช่วงนั้นสูงมาก

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

ปัญหาซีลถังน้ำมัน

นายศุภโชติชี้ว่าประเด็นสำคัญอีกประการคือถังน้ำมันที่อ้างว่าปิดตายและไม่ได้ใช้งานนั้น ถูกปิดจริงหรือไม่ จากการตรวจสอบพบว่าคลังน้ำมันนี้จดทะเบียนเป็นเขตปลอดภาษี ดังนั้นหน่วยงานที่ดูแลคือกรมศุลกากร ไม่ใช่กรมธุรกิจพลังงาน ผู้ชี้แจงจากกรมศุลกากรอ้างว่ามีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอและปิดผนึกด้วยซีล แต่ในพื้นที่จริงกลับพบว่าถังน้ำมันถูกปิดด้วยซีลรูปแบบใหม่ที่แม้แต่เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรที่ร่วมตรวจสอบก็ไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นซีลของกรมหรือไม่

ช่องโหว่ระบบตรวจสอบ

นายศุภโชติกล่าวว่าการตรวจสอบครั้งนี้เผยให้เห็นช่องโหว่ของระบบตรวจสอบภาครัฐที่อาจเป็นสาเหตุให้น้ำมันหายไปในช่วงที่ผ่านมา โดยหน่วยงานกำกับดูแลกระจัดกระจาย เช่น คลังน้ำมันในเขตปลอดภาษีดูแลโดยกรมศุลกากร ส่วนคลังในประเทศดูแลโดยกรมสรรพสามิต และระบบรายงานข้อมูลจากคลังไปยังหน่วยงานต่างๆ เป็นข้อมูลทางเดียว การตรวจสอบของรัฐเป็นเพียงการสุ่มตรวจเท่านั้น ทำให้เกิดช่องโหว่สำหรับการกระทำผิด

ดังนั้น รัฐบาลต้องเร่งหาตัวผู้กระทำผิดในการกักตุนน้ำมันในช่วงวิกฤตเพื่อลงโทษ และออกแบบหรือลงทุนในระบบตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลจากคลังน้ำมันทั่วประเทศใหม่ทั้งระบบ