ดีเอสไอเร่งสอบปากคำบริษัทเรือ 5 แห่ง ปมเรือลอยลำประวิงเวลาในทะเลสุราษฎร์ธานี
โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยความคืบหน้าการสอบสวนกรณีเรือขนส่งน้ำมันแล่นล่าช้าผิดปกติในน่านน้ำทะเลจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยระบุว่าพนักงานสอบสวนได้ดำเนินการสอบปากคำบริษัทเจ้าของเรือไปแล้ว 5 บริษัท เพื่อตรวจสอบพฤติการณ์ที่น่าสงสัย
สอบปากคำพยานบริษัทเรือ 3 แห่งเพิ่มเติม
พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกดีเอสไอ กล่าวว่า ในวันนี้ (23 เมษายน 2569) คณะพนักงานสอบสวนได้นัดหมายกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทเจ้าของเรือ 3 แห่งมาให้ข้อมูลในฐานะพยานช่วงบ่าย ซึ่งก่อนหน้านี้ได้สอบปากคำบริษัทเจ้าของเรือไปแล้ว 3 แห่งเช่นกัน
"การเชิญสอบปากคำในฐานะพยานนี้ มาจากข้อมูลที่ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล (ศรชล.) ส่งมาให้ดีเอสไอ" พ.ต.ต.วรณัน ระบุ "โดยพบว่ามีเรือขนส่งน้ำมันกลางทะเลสุราษฎร์ธานีทั้งหมด 99 เที่ยว แต่มี 20 เที่ยวที่มีรูปแบบการเดินเรือค่อนข้างแตกต่าง โดยเฉพาะการใช้เวลาเดินเรือนานกว่าปกติ"
คำชี้แจงอ้างเหตุอุทกศาสตร์และเครื่องจักรเสีย
สำหรับคำให้การของบริษัทเจ้าของเรือ 2 แห่งที่ให้ปากคำไปก่อนหน้านี้ ได้แก่ บริษัท บิ๊กซี จำกัด และบริษัท ทรานส์โอเชี่ยน ซัพพลาย (1992) จำกัด เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 นั้น มีข้อมูลสอดรับว่าอาจเป็นการแล่นเรือประวิงเวลา
"ข้อเท็จจริงที่ตรงกันคือข้อมูลทางเทคนิค เพราะมีการใช้เวลาเดินทางมากกว่าปกติจริง แต่เหตุผลที่ให้นั้นจะเป็นข้อเท็จจริงมากน้อยเพียงใด ต้องนำไปตรวจสอบขยายผล" โฆษกดีเอสไอชี้แจง "ไม่ว่าจะเป็นสาเหตุเรื่องเครื่องจักรเรือไม่ทำงาน หรือกรณีอุทกศาสตร์เรื่องร่องน้ำ น้ำขึ้นน้ำลง ก็เป็นหน้าที่ที่คณะพนักงานสอบสวนต้องนำไปตรวจสอบ"
คำให้การของพยานบริษัทเจ้าของเรือทั้ง 2 แห่งในภาพรวมยืนยันในเรื่องของร่องน้ำ น้ำขึ้นน้ำลง และเครื่องจักรเสีย พร้อมนำพยานเอกสารมาประกอบการชี้แจงด้วย
ตรวจสอบพฤติการณ์อาญาจากการแล่นช้า
พ.ต.ต.วรณัน ยังชี้แจงเพิ่มเติมว่า ตามสมมติฐานการแล่นล่าช้าอาจมีเหตุผล แต่ต้องดูว่ามีการได้ประโยชน์อะไรจากการที่เรือแล่นล่าช้าหรือไม่ เพราะจาก 99 เที่ยวเรือตามข้อมูลของ ศรชล. ไม่ได้มีเที่ยวเรืออื่นแล่นล่าช้าเหมือนกับ 20 เที่ยวเรือดังกล่าว
"น้ำมันที่อยู่ในเรือขนส่งน้ำมันกลางทะเลสุราษฎร์ธานีประมาณ 57-60 ล้านลิตรนั้น แท้จริงอาจไม่ได้หายไปไหน แต่เป็นเพราะเรือไม่ได้บรรทุกน้ำมันเต็มอัตราตามที่กำหนด" โฆษกดีเอสไอกล่าว "เบื้องต้นพบพิรุธเช่นการปิดระบบสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งเป็นข้อสงสัยว่าเป็นการปิดโดยจงใจหรือระบบมีปัญหา"
ในประเด็นการผ่องถ่ายน้ำมันจากเรือสู่เรือ ยอมรับว่ามีจริงตามที่ ศรชล. พบข้อมูล แต่จะเป็นในช่วงวันเวลาใดอยู่ระหว่างการขยายผลตรวจสอบ
ความคืบหน้ากรณีบริษัทน้ำมันรายใหญ่
สำหรับความคืบหน้ากรณีของบริษัท พี.ซี.สยามปิโตรเลียม จำกัด จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นบริษัทคลังน้ำมันรายใหญ่ ภายหลังคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) มีมติรับสอบสวนเรื่องคดีการกักตุนน้ำไว้เป็นคดีพิเศษนั้น ดีเอสไอได้ให้โอนคดีดังกล่าวมาเป็นคดีพิเศษด้วยเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569
"ขณะนี้ยังมีทีมงานอยู่ในพื้นที่คอยสอบสวนปากคำพยานเพิ่มเติมสำหรับประกอบเข้าสำนวนคดี" พ.ต.ต.วรณัน กล่าว
ส่วนความคืบหน้าสำนวนคดีของบริษัท ทริลเลี่ยนปิโตรเทรดดิ้ง จำกัด จังหวัดอ่างทอง ขั้นตอนคือทางศูนย์ประสานงานอยู่ระหว่างตรวจสอบกลั่นกรองว่าเข้าตามมติของคณะกรรมการคดีพิเศษหรือไม่ เพราะไม่ใช่ทุกคดีจะต้องเป็นคดีพิเศษ แต่ต้องมีพฤติการณ์ที่เข้าเงื่อนไขตามประกาศ
เน้นค้นหาความจริงเปรียบเทียบข้อมูล
โฆษกดีเอสไอปิดท้ายว่า หน้าที่คือค้นหาความจริง เพราะทุกครั้งที่น้ำมันออกจากคลังน้ำมัน จะมีหลายหน่วยงานหลายฝ่ายที่มีเอกสารข้อมูล ทั้งเรื่องการขนส่งน้ำมัน การจ่ายภาษี
"ผู้ส่งมีสิทธิขนส่งหรือไม่ ปริมาณการแจ้งขนส่งน้ำมันมีเท่าใด และปริมาณที่จะต้องนำมาคำนวณภาษีมันสอดคล้องกันหรือไม่ ทั้งหมดเหล่านี้ต้องนำมาเปรียบเทียบคู่ขนานกัน" พ.ต.ต.วรณัน ระบุ "20 เที่ยวเรือดังกล่าวปลายทางชัดอยู่แล้วว่าต้องไปคลังน้ำมันในจังหวัดสุราษฎร์ธานี แต่ที่เราสงสัยคือการแล่นเรือช้ามีเหตุทางอาญาหรือไม่"
น้ำมันถือเป็นสินค้าควบคุมตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 หากมีการขนส่งล่าช้าโดยตั้งใจหรือตั้งใจประวิง ปฏิเสธการส่งมอบ อาจเป็นความผิดได้ เพราะเป็นเรื่องของเจตนาการประวิงส่งมอบมากกว่าแรงจูงใจเรื่องราคา



