ดีเอสไอส่งสำนวน 340,000 แผ่น พร้อมพยาน 7,000 ปาก ให้อัยการพิจารณาคดีดิไอคอน
กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้ส่งสำนวนจำนวนมหาศาล 340,000 แผ่น ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลจากการสอบปากคำพยานกว่า 7,000 ปาก ให้แก่สำนักงานอัยการเพื่อพิจารณาในคดีดิไอคอน ขั้นตอนนี้เกิดขึ้นหลังจากที่อัยการสูงสุดมีคำสั่งให้สั่งฟ้อง น.ส.พีชญา วัฒนามนตรี หรือมิน และนายยุรนันท์ ภมรมนตรี หรือแซม เพิ่มเติมจากผู้ต้องหาก่อนหน้านี้ 19 คน
ความคืบหน้าและกระบวนการทางกฎหมาย
ก่อนหน้านี้ ดีเอสไอได้ส่งสำนวนฟ้องผู้ต้องหา 19 คน รวมถึงนิติบุคคลหนึ่งราย ในข้อหาร่วมกันฉ้อโกงประชาชน ร่วมกันกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ โฆษณาอันเป็นเท็จหรือเกินจริง และข้อหาตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค อย่างไรก็ตาม อัยการได้พิจารณาไม่สั่งฟ้องมินและแซมในตอนแรก โดยให้เหตุผลว่าพยานหลักฐานไม่เพียงพอ
หลังจากได้รับสำนวนกลับมา อธิบดีดีเอสไอได้ทำความเห็นเพื่อให้สำนักงานอัยการสูงสุดพิจารณาชี้ขาด ว่าควรสั่งฟ้องทั้งสองคนหรือไม่ ซึ่งในที่สุดสำนักงานอัยการสูงสุดมีคำสั่งเห็นควรให้สั่งฟ้องดังกล่าว กระบวนการหลังจากนี้จะเป็นหน้าที่ของสำนักงานอัยการในการเรียกผู้ต้องหาเพื่อนำตัวส่งฟ้องศาล หรืออาจประสานงานให้ดีเอสไอเป็นผู้ดำเนินการ
บทบาทของดีเอสไอและความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น
พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค และโฆษกดีเอสไอ เปิดเผยว่า ดีเอสไอมีหน้าที่ดำเนินงานตามคำสั่งจากสำนักงานอัยการ เช่น การจัดหาพยานเพื่อเบิกความในชั้นศาล และประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อหาแนวทางเฉลี่ยทรัพย์สินที่ยึดมาได้คืนแก่ผู้เสียหาย
เบื้องต้น ดีเอสไอได้ส่งมอบของกลางทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้จากกลุ่มผู้ต้องหาให้กับปปง.เรียบร้อยแล้ว โดยขั้นตอนการเฉลี่ยทรัพย์สินเป็นอำนาจหน้าที่ของปปง.ในการดำเนินการต่อไป
รายละเอียดสำนวนและพฤติการณ์ที่นำไปสู่การสั่งฟ้อง
สำนวนที่ส่งให้อัยการประกอบด้วยข้อมูลรายละเอียดจากการสอบปากคำพยานส่วนใหญ่เป็นผู้เสียหายกว่า 7,000 ปาก พร้อมกับการสืบสวนเอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับบริษัทฯ
มีรายงานว่าชุดสืบสวนได้ตรวจสอบเอกสารหลักฐานการจ้างงานพรีเซนเตอร์ของบริษัทฯ โดยเปรียบเทียบระหว่างพรีเซนเตอร์ทั่วไปกับมินและแซม พบความแตกต่างกันอย่างชัดเจน รูปแบบการจ้างพรีเซนเตอร์ทั่วไปจะมีสัญญาที่บ่งบอกระยะเวลาการจ้างงานและมีค่าจ้างชัดเจนตายตัว แต่ในส่วนของทั้งสองคน พบว่าการต่อสัญญาและรายได้มีรูปแบบไม่ตายตัว โดยเปอร์เซ็นต์ค่าจ้างจะขึ้นอยู่กับจำนวนสมาชิกที่เพิ่มขึ้นในแต่ละรอบสัญญา
การขอเลื่อนเข้าพบอัยการและขั้นตอนต่อไป
ในช่วงสายของวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 ผู้ต้องหาทั้งสองคนได้ขอเลื่อนเข้าพบอัยการคดีพิเศษ โฆษกสำนักงานอัยการสูงสุดให้ข้อมูลว่า การขอเลื่อนเป็นสิทธิที่ทำได้หากมีเหตุผลสมควร แต่หากพบว่าเจตนาเลื่อนประวิงเวลา อัยการคดีพิเศษจะมีหนังสือให้ดีเอสไอติดตามตัวผู้ต้องหามาส่งพนักงานอัยการเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลอาญา และอาจร้องขอหมายจับตามขั้นตอนทางกฎหมาย
ภูมิหลังของคดีดิไอคอน
คดีดิไอคอนเกิดขึ้นในช่วงเดือนเมษายน 2567 มีผู้เสียหายจากการร่วมลงทุนซื้อสินค้าเพื่อเป็นผู้จำหน่ายรายย่อยในระบบเครือข่ายมากกว่า 10,000 คน ส่งผลให้เกิดความเสียหายอย่างน้อย 3,200 ล้านบาท คดีนี้ยังคงอยู่ในกระบวนการพิจารณาของศาล และดีเอสไอยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อนำความยุติธรรมมาสู่ผู้เสียหาย



