ทำไมคนยุค 2026 มองการมีลูกคือการลงทุนเสี่ยงที่สุด
ทำไมคนยุค 2026 มองการมีลูกคือการลงทุนเสี่ยงที่สุด

เมื่อการมีลูก 1 คน อาจแลกด้วยเงินล้านที่หายไปจากพอร์ตครอบครัว ทำไมคู่รักยุค 2026 ถึงมองเป็นการลงทุนที่เสี่ยงที่สุดในวันที่ค่าครองชีพดีดตัวสูงขึ้นจนน่าใจหาย และคำว่า “งานที่มั่นคง” เริ่มกลายเป็นแค่คำที่เคยอยู่ในพจนานุกรมเท่านั้น เพราะปัจจุบันหลายคู่รักอาจกำลังนั่งปรึกษากันบนโต๊ะอาหาร จากแรงบีบคั้นของครอบครัวใหญ่ ว่า “เราพร้อมจะมีลูกจริงๆ แล้วหรือ?”

เศรษฐกิจไม่ดี การงานไม่มั่นคง กับความเสี่ยงในการมีลูก

จากบทวิเคราะห์ล่าสุดของ Bnomics ธนาคารกรุงเทพ ระบุชัดเจนว่าประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ยุค “เกิดน้อยถาวร” อย่างเต็มรูปแบบ โดยในปี 2568 ที่ผ่านมา จำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงต่ำสุดเป็นประวัติการณ์เหลือเพียง 4.2 แสนคน และมีแนวโน้มดิ่งลงเรื่อยๆ จนน่าตกใจ ปรากฏการณ์นี้ไม่ใช่แค่เรื่องของคนไม่อยากมีภาระ แต่มันคือการคำนวณ “ความเสี่ยง” บนบรรทัดฐานของโลกยุคใหม่ เมื่อการมีลูกหนึ่งคนไม่ได้หมายถึงความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่คือการทำสัญญาผูกพันระยะยาว 20 ปีที่ย้อนกลับไม่ได้

การมีลูก กับ High-End Consumption คณิตศาสตร์ของความเสี่ยงทางการเงิน

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยและแหล่งข้อมูลทางการเงินระบุว่า การเลี้ยงลูกหนึ่งคนให้เติบโตอย่างมีคุณภาพพื้นฐานต้องใช้เงินเฉลี่ยอย่างน้อย 1.6 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ารายได้ต่อหัวของคนไทยถึง 6.3 เท่า แต่หากเป็นครอบครัวชนชั้นกลางที่ต้องการคุณภาพการศึกษาระดับเอกชนหรือนานาชาติ ตัวเลขนี้จะพุ่งสูงขึ้นไปอยู่ในกรอบ 8 ล้านถึง 37 ล้านบาท คณิตศาสตร์เบื้องหลังตัวเลขเหล่านี้ทำให้ประชากรวัยทำงานมองเห็นความเสี่ยงจากการขาดสภาพคล่องตลอดวงจรชีวิต หากเลือกที่จะมีบุตรในสภาวะที่รายได้ไม่มั่นคง

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว
แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram
  • ครอบครัวทั่วไป: 1.6 - 2 ล้านบาท
  • ครอบครัวชนชั้นกลาง: 8.0 - 12 ล้านบาท
  • ครอบครัวระดับสูง: 37 ล้านบาทขึ้นไป

นอกจากต้นทุนที่มองเห็นได้แล้ว ยังมีค่าใช้จ่ายแฝงที่เพิ่มขึ้นตามพลวัตของโลกปี 2026 ด้วย เช่น ค่าประกันสุขภาพเด็กที่เบี้ยประกันพุ่งสูงขึ้นตามความเสี่ยงด้านมลพิษ PM2.5 และโรคอุบัติใหม่ รวมถึงค่าเทคโนโลยีสำหรับการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลที่กลายเป็นสิ่งจำเป็นพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และการเรียนพิเศษในทักษะแห่งอนาคต

ทำไมการมีลูกถึงกลายเป็นความเสี่ยงระดับ Ultra-High Risk?

ในสายตาของคนยุค 2026 การมีลูกถูกมองผ่านฟิลเตอร์ของนักลงทุนมากขึ้น หากสภาพคล่องในชีวิตยังติดลบ และที่อยู่อาศัยยังเป็นเพียงความฝันที่เอื้อมไม่ถึง หรือมีภาระหนี้การศึกษาของตนเองอยู่แล้ว การเพิ่มสมาชิกใหม่ในครอบครัวจึงดูเหมือนการทุ่มเงินเก็บทั้งชีวิตไปกับสินทรัพย์ที่พยากรณ์อนาคตไม่ได้

  • ต้นทุนเสียโอกาสที่ประเมินค่าไม่ได้: โดยเฉพาะสำหรับผู้หญิง เมื่อโครงสร้างทางสังคมยังไม่เอื้อให้เธอเป็นทั้งแม่ที่สมบูรณ์แบบและพนักงานที่ก้าวหน้าไปพร้อมกันได้
  • Quality–Quantity Trade-off: ในโลกที่ต้องแข่งกับ AI และเทคโนโลยี พ่อแม่ยุคนี้ยอมที่จะไม่มีเสียดีกว่า ถ้าไม่สามารถปั้นลูกให้เป็นประชากรคุณภาพที่มีแต้มต่อในสังคมได้

ปรากฏการณ์ Motherhood Penalty และความเหลื่อมล้ำทางรายได้ระหว่างเพศ

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผู้หญิงในปี 2026 ยังมองว่าการมีลูกคือความเสี่ยงที่สุด คือปรากฏการณ์ Motherhood Wage Penalty หรือบทลงโทษทางรายได้จากการเป็นแม่ งานวิจัยเชิงลึกในประเทศไทยพบว่า แรงงานหญิงที่มีบุตรจะมีรายได้ต่อเดือนต่ำกว่าแรงงานหญิงที่ไม่มีบุตรเฉลี่ย 7.6% และความแตกต่างนี้จะยิ่งขยายกว้างขึ้นในภาครัฐซึ่งอาจสูงถึง 9.2% เมื่อเปรียบเทียบในระยะยาว ผู้หญิงที่มีลูกจะมีโอกาสถึงจุดสูงสุดของอาชีพช้ากว่าเพื่อนร่วมงานที่ไม่มีบุตร และมักจะติดอยู่กับเพดานแก้วเนื่องจากภาระในการเลี้ยงดูที่สังคมยังคงคาดหวังให้เป็นบทบาทหลักของผู้หญิง

การศึกษาระบุว่าบทลงโทษนี้จะรุนแรงที่สุดเมื่อผู้หญิงมีอายุประมาณ 33 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่การเติบโตทางอาชีพมีความสำคัญสูงสุด โดยผลกระทบทางรายได้อาจลดลงถึง 22% เมื่อเทียบกับผู้หญิงที่ไม่มีบุตร สิ่งนี้ทำให้ผู้หญิงยุค 2026 ตระหนักว่า การมีลูกหนึ่งคนไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสูญเสียมูลค่าตลอดช่วงชีวิตจากการทำงานที่ลดลง ซึ่งเป็นการขาดทุนในเชิงเศรษฐศาสตร์ที่ยากจะยอมรับได้ภายใต้สภาวะเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

ในทางกลับกัน แม้ผู้ชายจะไม่ได้รับบทลงโทษทางรายได้ที่ชัดเจนเท่าผู้หญิง แต่ผู้ชายไทยในยุคปัจจุบันก็ต้องเผชิญกับความกดดันในฐานะผู้หาเลี้ยงหลัก ท่ามกลางวิกฤติความเปราะบางทางการเงิน ปัญหาหมุนเงินไม่ทันและการใช้สินเชื่อดิจิทัลมาโปะหนี้กลายเป็นอาการปกติของชายไทยวัยทำงาน ซึ่งทำให้พวกเขารู้สึกว่าการมีบุตรคือการเพิ่มความรับผิดชอบที่ตนเองไม่มีกำลังพอจะแบกรับได้ และนำไปสู่ความเสี่ยงที่จะล้มละลายทางการเงินหากเกิดเหตุไม่คาดฝันในหน้าที่การงาน

ทัศนคติของ Gen Z และ Millennials ความมั่นใจในตัวเองที่สวนทางกับการสร้างครอบครัว

ประชากรกลุ่ม Gen Z และ Millennials ในปี 2026 ยังมีชุดความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปจากการสร้างฐานะแบบเดิม นิยามของความสำเร็จของคนรุ่นนี้ไม่ได้วัดที่ทรัพย์สินถาวรอย่างบ้านหรือรถยนต์ ซึ่ง 86% ของ Gen Z มองว่าเป็นหนี้ก้อนใหญ่ที่เป็นภาระมากกว่าการลงทุน แต่พวกเขาวัดความสำเร็จที่อิสรภาพและการควบคุมชะตาชีวิต ขณะที่ 69% ของ Gen Z เชื่อว่าการเป็นเจ้าของธุรกิจคือส่วนหนึ่งของความฝัน เพราะช่วยให้พวกเขามีอำนาจในการตัดสินใจด้วยตนเอง

ทัศนคติทางการเงินที่เน้นความสุขในวันนี้ แต่ไม่ทิ้งการวางแผนอนาคต ทำให้คนรุ่นใหม่เลือกที่จะลงทุนในตนเองและการสัมผัสประสบการณ์ชีวิตมากกว่าการสะสมทุนเพื่อส่งต่อให้ทายาท ข้อมูลจากสำรวจพบค่านิยมที่น่าสนใจว่า 88% ของ Gen Z ต้องการเริ่มออมเงินตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อความมั่งคั่งที่รวดเร็ว แต่เป้าหมายของการออมนั้นไม่ใช่เพื่อการศึกษาของบุตร แต่เพื่อการเกษียณที่รวดเร็วและการมีสุขภาพจิตที่ดีจากการไม่ต้องกังวลเรื่องเงิน

ปรากฏการณ์ DINKs (Double Income, No Kids) จึงกลายเป็นโมเดลครอบครัวที่มั่นคงที่สุดในเชิงเศรษฐกิจของปี 2026 คู่รักกลุ่มนี้มีรายได้เฉลี่ยต่อปีประมาณ 4.8 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าครอบครัวที่มีลูกถึง 1.2 ล้านบาทต่อปี อิสระทางการเงินที่เหนือกว่าทำให้กลุ่ม DINKs สามารถเข้าถึงการบริโภคระดับพรีเมียมและการท่องเที่ยวโดยไม่มีความกังวล อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของกลุ่มนี้คือการวางแผนเกษียณอายุที่มักจะถูกละเลย โดย 58% ของ DINKs ยังไม่ได้เริ่มต้นแผนเกษียณอย่างจริงจัง เนื่องจากขาดแรงกระตุ้นหรือความรู้สึกเร่งด่วนเมื่อเทียบกับคนที่มีลูก

นโยบายรัฐบาลไทย ความพยายามที่ไม่สอดคล้องกับความต้องการจริง

ในขณะที่สถานการณ์ประชากรไทยเข้าขั้นวิกฤติด้วยอัตราการเกิดที่ต่ำที่สุดในรอบ 75 ปี และจำนวนผู้เสียชีวิตพุ่งแซงหน้าจำนวนการเกิดต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 รัฐบาลและพรรคการเมืองต่าง ๆ ได้พยายามนำเสนอนโยบายเพื่อจูงใจให้ประชาชนมีบุตร เช่น การให้เงินอุดหนุนเดือนละ 1,200 ถึง 5,000 บาท หรือการเพิ่มสิทธิวันลาคลอด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการวิเคราะห์พบค่านิยมที่ชัดเจนว่าการแจกเงินเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนทัศนคติของคนยุคนี้ได้ จากข้อจำกัดต่าง ๆ เช่น

  • การลงทุนต่ำกว่าเกณฑ์: ประเทศไทยใช้งบประมาณเพื่อดูแลเด็กเล็กเพียง 0.25% ของ GDP ขณะที่ยูนิเซฟแนะนำว่าควรอยู่ที่ 1-2%
  • ความไม่ยั่งยืนของสวัสดิการ: เงินอุดหนุน 600-1,000 บาทต่อเดือน ไม่สามารถชดเชยค่าครองชีพจริงที่ประเมินว่าควรอยู่ที่ 2,500-5,000 บาทต่อเดือนสำหรับการเลี้ยงดูที่มีคุณภาพ
  • ปัญหาการเข้าถึง: ระบบการพิสูจน์ความจนทำให้มีเด็กตกหล่นไม่ได้รับสวัสดิการถึง 30% ของกลุ่มเป้าหมาย
  • ขาดมาตรการเชิงโครงสร้าง: นโยบายส่วนใหญ่เน้นการช่วยเหลือเป็นรายครั้ง แต่ขาดการปรับเปลี่ยนโครงสร้างตลาดแรงงานที่ยืดหยุ่น การส่งเสริมให้พ่อมีบทบาทในการเลี้ยงดู และการสร้างศูนย์เด็กเล็กคุณภาพใกล้บ้าน

ความล้มเหลวในการจัดหาความปลอดภัยเชิงระบบยังเป็นฟางอีกเส้น ที่ทำให้คนรุ่นใหม่มองว่านโยบายรัฐบาลเป็นเพียงมาตรการชั่วคราวที่ไม่สามารถไว้วางใจได้ในระยะยาว 20 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พวกเขาต้องแบกรับความรับผิดชอบในการเลี้ยงดูบุตรทั้งหมด อาจกล่าวได้ว่า สำหรับคนยุค 2026 การไม่ลงทุนในการมีลูก อาจถูกมองว่าเป็นการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดีที่สุด เพื่อรักษาความมั่นคงส่วนบุคคลและคุณภาพชีวิตของตนเองท่ามกลางพายุเศรษฐกิจที่ยังไม่มีทีท่าว่าจะสงบลง การตัดสินใจนี้ยังสะท้อนถึงการเอาตัวรอดในระดับส่วนบุคคลอย่างแท้จริงอีกด้วย

ที่มา : Bnomics by Bangkok Bank, ธนาคารกรุงศรีอยุธยา, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหิดล, มูลนิธิโสสะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์, ttb, ธปท.