ดีเอสไอเผยผลสอบปากคำบริษัทเรือขนน้ำมัน 2 แห่งในคดีน้ำมันล่องหนกลางทะเลสุราษฎร์ธานี
เมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผู้อำนวยการกองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยผลการสอบปากคำกรรมการผู้มีอำนาจลงนามของบริษัทเจ้าของเรือขนส่งน้ำมัน 2 แห่ง ซึ่งถูกเรียกตัวมาในฐานะพยานสำหรับคดีน้ำมันล่องหนกลางทะเลในจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยระบุว่าเมื่อวันที่ 21 เมษายนที่ผ่านมา คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้ดำเนินการสอบปากคำกรรมการของบริษัทเจ้าของเรือทั้งสองแห่ง ซึ่งให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี
บริษัทเรือให้ข้อมูลสาเหตุการขนส่งล่าช้า แต่ยืนยันใช้เวลาลอยทะเลนานผิดปกติ
ทางกรรมการบริษัทได้นำเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับการประกอบธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันมาชี้แจงกับพนักงานสอบสวน พร้อมให้ข้อมูลสาเหตุว่าทำไมเรือของพวกเขาจึงไม่สามารถขนส่งน้ำมันไปยังบริษัทคลังน้ำมันที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีได้ตามกำหนดเวลา อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงที่ตรงกันระหว่างทั้งสองบริษัทคือ มีการใช้ระยะเวลาการแล่นเรือในน่านน้ำทะเลนานกว่าปกติจริง ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องสืบสวนเพิ่มเติม
สำหรับรายละเอียดเชิงลึก เช่น ปัจจัยเรื่องเรือเสียต้องจอดชะลอไว้ก่อน หรือคิวเต็มต้องรอเข้าส่งน้ำมันกับบริษัทคลังน้ำมันนั้น ทางดีเอสไอขอสงวนข้อมูลไว้เพื่อใช้ขยายผลสืบสวนและรวบรวมข้อมูลสอบสวนต่อไป ทว่า ข้อมูลการให้ปากคำในฐานะพยานของทั้งสองบริษัทเรือนั้น คณะพนักงานสอบสวนรับฟังเต็มที่ และจะนำรายละเอียดไปประมวลเปรียบเทียบกับพยานหลักฐานอื่นๆ รวมถึงหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงให้ชัดเจน
เตรียมสอบปากคำบริษัทเรือเพิ่มอีก 3 แห่งในวันที่ 23 เมษายน
นอกจากนี้ ในวันที่ 23 เมษายน 2569 จะมีบริษัทเรือขนส่งน้ำมันอีก 3 แห่งที่เดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษเพื่อให้การชี้แจงในฐานะพยานตามนัดหมาย ซึ่งทางดีเอสไอให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับรายละเอียดในการประกอบธุรกิจ เพื่อตรวจสอบว่าข้อมูลการดำเนินธุรกิจที่ได้รับมานั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงหรือไม่
ด้านพฤติการณ์การเดินเรือก็ถูกให้ความสำคัญไม่แพ้กัน โดยต้องตรวจสอบหาสาเหตุและแรงจูงใจในกรณีการเดินเรือล่าช้าผิดปกติ ข้อมูลเหล่านี้จะถูกนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลสำคัญในการขยายผลสืบสวนสอบสวน เพื่อหาข้อสรุปทางคดีต่อไป โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษมุ่งเน้นการตรวจสอบเส้นทางเดินเรือเป็นหลัก
ทำงานบูรณาการกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อเร่งสืบสวน
สำหรับการขยายผลนอกเส้นทางเดินเรือ ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษได้ทำงานเชิงบูรณาการร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรอื่นๆ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่นๆ ตลอดการทำงานมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ระหว่างกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวนและเร่งนำตัวผู้กระทำความผิดมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้เร็วที่สุด
ดีเอสไอเตรียมรับโอนสำนวนคดีน้ำมันปลอมปนในจังหวัดอ่างทองเป็นคดีพิเศษ
ในส่วนของกรณีการรับโอนสำนวนคดีบริษัทจำหน่ายน้ำมันปิโตรเลียมในพื้นที่จังหวัดอ่างทอง ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ตำรวจ บก.ปคบ. ได้ตรวจสอบแล้วพบว่ามีการจำหน่ายน้ำมันเกินราคาและน้ำมันไม่ได้คุณภาพหรือมีการปลอมปนน้ำมันเชื้อเพลิง จึงทำการอายัดไว้ 2 ถังน้ำมัน จากนั้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน เจ้าหน้าที่ดีเอสไอได้สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าตรวจสอบรวบรวมข้อมูลและสุ่มเก็บตัวอย่างน้ำมันอีก 2 ถัง เพื่อใช้ขยายผลกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด
พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ กล่าวว่า กรณีนี้ไม่ต้องเสนอรายละเอียดไปให้คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) พิจารณาว่าจะรับเป็นคดีพิเศษหรือไม่อีกแล้ว เพราะหากพฤติการณ์ทางคดีเข้าข่ายตามมติของประกาศคณะกรรมการคดีพิเศษ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษก็สามารถใช้อำนาจลงนามรับเป็นคดีพิเศษได้ทันที
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ได้ตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองขึ้นมาเพื่อตรวจสอบรายละเอียดทางคดีแล้ว เบื้องต้นพบว่าเข้าหลักเกณฑ์ในการรับเป็นคดีพิเศษ ขณะนี้จึงอยู่ระหว่างให้คณะกรรมการกลั่นกรองเสนอเรื่องขึ้นมาให้ลงนามอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นขั้นตอนทางธุรการคดี แต่ในข้อเท็จจริงแล้วพนักงานสอบสวนได้ลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพื่อเตรียมทำคดีแล้ว โดยจะแยกเป็นคดีพิเศษอีกคดีหนึ่ง ซึ่งการรับกรณีที่จังหวัดอ่างทองเป็นคดีพิเศษจะมีความชัดเจนในเร็วๆ นี้



