ครบรอบ 1 ปี ตึก สตง. ถล่ม: เสียงของผู้รอดชีวิตที่ยังไม่ได้รับการเยียวยาอย่างแท้จริง
ครบรอบ 1 ปี ตึก สตง. ถล่ม: เสียงผู้รอดชีวิตไร้เยียวยา (24.03.2026)

ครบรอบ 1 ปี ตึก สตง. ถล่ม: บาดแผลที่ยังไม่หายและเสียงที่ไร้การเยียวยา

วันที่ 28 มีนาคม 2569 ครบรอบ 1 ปี เหตุการณ์โศกนาฏกรรมตึกสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน หรือตึก สตง. ถล่มกลางย่านจตุจักร กรุงเทพฯ เหตุการณ์นี้คร่าชีวิตผู้คนจำนวนมาก ทิ้งไว้เพียงซากปรักหักพังและคำถามที่ยังไม่มีคำตอบ สำหรับผู้รอดชีวิต สิ่งที่พังทลายลงไปไม่ใช่เพียงโครงสร้างอาคารสูง 30 ชั้น หากแต่คือชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง เรื่องราวของพวกเขาไม่ใช่แค่บันทึกความเศร้า แต่คือเสียงของคนที่ยังต้องดำเนินชีวิตต่อ ทั้งที่บางส่วนของใจได้แตกสลายไปพร้อมกับตึกในวันนั้น

ชีวิตที่เปลี่ยนไปตลอดกาล: เรื่องเล่าจากแรงงานผู้รอดชีวิต

อาคารก่อสร้างบนพื้นที่กว่า 11 ไร่ ซึ่งใกล้แล้วเสร็จ กลับพังถล่มลงมาภายในพริบตา จากแรงสั่นสะเทือนของแผ่นดินไหว แรงงานในไซต์งานส่วนใหญ่เป็นแรงงานต่างชาติจากเมียนมาและกัมพูชา ที่เดินทางมาพร้อมความหวังแต่ต้องเผชิญความสูญเสียที่ไม่มีใครเตรียมใจรับได้

“ละ วิน นาย” ชายชาวเมียนมาจากเมืองย่างกุ้ง เป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตที่เล่าถึงความโศกเศร้า เขาทำงานที่ชั้น 6 ขณะที่ภรรยาอยู่ชั้น 4-5 ในวันที่เกิดเหตุ เมื่อพื้นดินสั่นและเสียงปูนร่วงดังก้อง เขาวิ่งหนีออกมาได้ แต่ภรรยาของเขาไม่รอดชีวิต หลังเหตุการณ์ เขาต้องเผชิญกับการรอคอยที่ยาวนาน ก่อนจะพบร่างภรรยาที่ไร้ลมหายใจหนึ่งเดือนต่อมา

แบนเนอร์กว้าง Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือสำหรับ Telegram

แม้จะได้รับเงินเยียวยารวมราว 1.5 ล้านบาท แต่เขากล่าวว่า “ผมไม่ได้อยากได้เงิน ผมอยากได้ชีวิตภรรยากลับมา” กระบวนการเอกสารที่ซับซ้อน อุปสรรคทางภาษา และค่าใช้จ่ายหลายหมื่นบาท ทำให้การเยียวยาดูห่างไกลจากความเป็นจริง เขาใช้เวลาหลายเดือนจมอยู่กับความเศร้าและความรู้สึกผิด ก่อนจะพยายามปล่อยวางและวางแผนกลับบ้านเกิดเพื่อใช้ชีวิตกับลูกชาย

แบนเนอร์หลังบทความ Pickt — แอปรายการช้อปปิ้งแบบร่วมมือพร้อมภาพครอบครัว

ความกลัวที่ยังคงอยู่: บาดแผลทางจิตใจที่ไม่จางหาย

สำหรับ “ทน ทน วิน” และภรรยา คู่สามีภรรยาชาวเมียนมาอีกคู่ การรอดชีวิตไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะกลับมาเหมือนเดิม พวกเขารอดออกมาจากตึกได้และกลับมาเจอกันอีกครั้งท่ามกลางความโกลาหล แต่เพื่อนร่วมงานกว่า 10 ชีวิตไม่ได้ออกมา เพียงไม่กี่วันหลังเหตุการณ์ พวกเขาต้องกลับไปทำงานที่ไซต์ก่อสร้างอีกครั้ง เพื่อเก็บซากเหล็กและเผชิญหน้ากับภาพร่างผู้เสียชีวิตที่ถูกลำเลียงออกมาอย่างต่อเนื่อง

หนึ่งปีผ่านไป ความกลัวยังคงหลอกหลอน เสียงดังเพียงเล็กน้อยหรือแรงสั่นสะเทือนเพียงนิดเดียวทำให้พวกเขาสะดุ้งและอยากวิ่งหนี “มันเหมือนมีแผลอยู่ข้างใน” ภรรยากล่าว พร้อมหัวเราะทั้งน้ำตา พวกเขาไม่ได้รับการเยียวยาในฐานะผู้รอดชีวิต มีเพียงถุงยังชีพและเงินช่วยเหลือเล็กน้อย แม้รู้สึกถึงความไม่เป็นธรรม แต่เลือกที่จะไม่เรียกร้อง เพราะเห็นว่าผู้เสียชีวิตยังไม่ได้รับการดูแลเต็มที่

บาดแผลที่มองไม่เห็น: ความเจ็บปวดทางจิตใจที่ไม่ได้รับการยอมรับ

“มิ มา อู้” แรงงานหญิงอีกคน เล่าว่า แม้เธอจะรอดชีวิตออกมาได้และย้ายไปทำงานที่ระยองกับสามี แต่ความทรงจำของวันนั้นยังคงติดตามเธอไปทุกที่ เสียงของตก เสียงเหล็กกระทบกัน หรือแรงสั่นเพียงเล็กน้อย กลายเป็นสัญญาณเตือนที่ทำให้เธอหวาดผวาและควบคุมตัวเองไม่ได้

เหตุการณ์วันนั้นไม่ได้ทิ้งบาดแผลไว้บนร่างกาย หากฝังลึกอยู่ในจิตใจ เธอไม่ได้รับเงินเยียวยาหรือความช่วยเหลือระยะยาว เพียงเพราะความเจ็บปวดนี้มองไม่เห็น บาดแผลทางใจจึงไม่ถูกนับว่าเป็นความสูญเสียที่ต้องได้รับการเยียวยา สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงคำปลอบใจและประโยคที่เธอบอกตัวเองซ้ำๆ ว่า “รอดมาได้ก็ดีแล้ว” แต่ในใจลึกๆ ความทรงจำยังย้อนกลับมาโดยไม่ต้องเรียกหา

สรุป: หนึ่งปีผ่านไป แต่ความสูญเสียยังคงก้องเงียบๆ

หนึ่งปีหลังเหตุการณ์ตึก สตง. ถล่ม ผู้รอดชีวิตยังคงใช้ชีวิต ทำงาน และพยายามประคองตัวเองต่อไป แต่ความรู้สึกปลอดภัยไม่เคยกลับมาเหมือนเดิม บางคนสูญเสียคนรัก บางคนสูญเสียเพื่อนร่วมงาน และหลายคนสูญเสียบางส่วนของตัวเองไปตลอดกาล โศกนาฏกรรมครั้งนี้ไม่ได้จบลงพร้อมกับการรื้อถอนซากอาคาร หากยังดำรงอยู่ในความทรงจำของผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่ ความตายอาจเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีอย่างไร้เสียง แต่ความสูญเสียยังคงก้องอยู่เงียบๆ โดยไม่ได้รับการเยียวยาอย่างแท้จริงจากสังคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง