เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในโลกออนไลน์ หลังมีการแชร์คลิปวิดีโอเหตุการณ์กลุ่มชายฉกรรจ์รุมทำร้ายร่างกายชายคนหนึ่ง จนกลายเป็นไวรัลมียอดผู้ชมกว่า 1 ล้านครั้งภายในวันเดียว ล่าสุดพบว่าผู้เสียหายคือนายเชษฐวิทย์ ณรงค์ดิษย์ อายุ 39 ปี ซึ่งเป็นหลานของนักการเมืองในพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี ได้เดินทางเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.เมืองอุบลราชธานี เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ก่อเหตุแล้ว
ผู้เสียหายเล่าเหตุการณ์
นายเชษฐวิทย์เปิดเผยว่า เหตุเกิดเมื่อเวลาประมาณ 02.00 น. ของวันที่ 24 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา บริเวณห้องน้ำของสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ขณะที่ตนกำลังเข้าห้องน้ำเพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน ได้บังเอิญพบกับชาย 2 คน ซึ่งตนรู้จักดีว่าเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่ และทราบว่าล่าสุดทั้งคู่สังกัดตำรวจไซเบอร์ บช.สอท. ประจำจังหวัดอุบลราชธานี โดยก่อนหน้านี้ไม่เคยมีปัญหาหรือข้อขัดแย้งใดๆ กับตำรวจทั้งสองนายนี้มาก่อน
ผู้เสียหายเล่าเพิ่มเติมว่า ตำรวจทั้งสองชื่อ “ขงเบ้ง” และ “แม็ก” เมื่อตนเดินออกจากห้องน้ำ นายตำรวจขงเบ้งได้ตรงเข้าล็อกคอ พร้อมคาดคั้นถามว่าตนมีปัญหาอะไรกับเพื่อนของเขาหรือไม่ ตนตอบปฏิเสธว่าไม่รู้จักและไม่เคยมีเรื่องกัน แต่กลับสร้างความไม่พอใจให้กับนายขงเบ้ง จึงผลักอกตน จากนั้นนายแม็กได้ฉวยโอกาสชกเข้าที่ด้านหลังของตน แม้จะพยายามปัดป้องแต่ก็สู้แรงไม่ได้ ก่อนที่กลุ่มเพื่อนของตำรวจทั้งสองจะกรูเข้ารุมทำร้ายตามที่ปรากฏในคลิป
นายเชษฐวิทย์ระบุว่า ในยุคนี้หากมีเรื่องไม่เข้าใจกันควรพูดคุยกัน ไม่ควรใช้กำลัง หลังเกิดเหตุในเย็นวันเดียวกันตนได้เข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองอุบลราชธานี แต่คดียังไม่คืบหน้า พี่ชายจึงนำคลิปมาโพสต์ลงโซเชียลมีเดียเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรม จนกลายเป็นกระแส พนักงานสอบสวนจึงรีบติดต่อให้ตนมาให้การเพิ่มเติม
ผกก.เมืองอุบลชี้แจง
พ.ต.อ.ศักดิ์ศรี ไกรราช ผกก.สภ.เมืองอุบลราชธานี เปิดเผยว่า หลังเกิดเหตุผู้เสียหายได้มาแจ้งความดำเนินคดีแล้ว พบผู้ร่วมก่อเหตุประมาณ 3-4 คน ในจำนวนนี้มีตำรวจ 2 นาย ซึ่งไม่ได้เป็นตำรวจในสังกัดภูธรจังหวัดอุบลราชธานี ขณะนี้อยู่ระหว่างทำหนังสือประสานไปยังผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดของผู้ถูกกล่าวหา ส่วนสาเหตุเบื้องต้นคาดว่ามาจากเรื่องส่วนตัวที่บังเอิญไปเที่ยวแล้วเจอกันจนเกิดการกระทบกระทั่งกัน
สำหรับประเด็นที่ผู้เสียหายเกรงว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรมหรือกระบวนการล่าช้า ผกก.ยืนยันว่าไม่เป็นความจริง โดยกล่าวว่า “หลังรับแจ้งความได้สั่งการให้ชุดสืบสวนติดตามตรวจสอบทันทีว่าเป็นใคร แต่ก่อนหน้านี้ผู้เสียหายยังไม่สะดวกมาให้ปากคำ ซึ่งวันนี้ผู้เสียหายจะเข้ามาให้การเพิ่มเติม” พร้อมเน้นย้ำว่า “ยืนยันว่าการดำเนินการยึดตามพยานหลักฐานเป็นหลัก ไม่มีการช่วยเหลือกันอย่างแน่นอน ผิดก็ว่าไปตามผิด และหากประชาชนทั่วไปมาแจ้งความ เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ต้องดำเนินการตามกฎหมายซึ่งมีกรอบเวลาที่ชัดเจนอยู่แล้ว”
คู่กรณีพยายามเจรจา
มีรายงานข่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากคลิปถูกเผยแพร่จนเป็นข่าวดัง กลุ่มคู่กรณีซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้พยายามติดต่อผ่านผู้ใหญ่ในพื้นที่เพื่อขอเข้าขอโทษและเจรจายอมความ แต่นายเชษฐวิทย์ยืนยันหนักแน่นว่า พ้นช่วงเวลาที่จะเจรจากันแล้ว และต้องการดำเนินคดีให้ถึงที่สุดเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง พร้อมทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าตนจะเป็นชาวบ้านธรรมดาหรือคนมีชื่อเสียง เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายไม่ควรทำพฤติกรรมป่าเถื่อนเช่นนี้กับประชาชน



