ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการตรวจสอบกรณีชายชาวจีนมีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในอำเภอเชียงดาว โดยสั่งการให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด และหากพบการกระทำผิดจะดำเนินคดีกับผู้เกี่ยวข้องทุกรายโดยไม่ยกเว้น
ผู้ว่าฯ เชียงใหม่ สั่งสอบข้อเท็จจริง
นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยว่า หลังจากทราบเรื่องได้สั่งการให้ที่ทำการปกครองจังหวัดเชียงใหม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน โดยสอบปากคำเจ้าบ้านถึงเหตุผลที่ยินยอมให้ชายชาวจีนรายนี้ย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้าน หากไม่สามารถชี้แจงได้หรือพบการกระทำผิด จะดำเนินคดีตามกฎหมาย เบื้องต้นพบว่าบ้านหลังดังกล่าวมีการย้ายชื่อเข้าเพียงรายเดียวเท่านั้น
นอกจากนี้ ยังให้ตรวจสอบเจ้าหน้าที่หรือข้าราชการที่อาจเกี่ยวข้อง หากพบกระทำผิดต้องดำเนินการตามกฎหมายและลงโทษเช่นกัน พร้อมกันนี้ยังสั่งการให้ตรวจสอบขยายผลว่ามีการกระทำในลักษณะเดียวกันนี้อีกหรือไม่ และกำชับให้ทุกอำเภอ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดน เฝ้าระวังและรายงานข้อมูลเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนทำบัตรต่างๆ และการขอสัญชาติอย่างสม่ำเสมอ
ผบช.ภ.5 ชี้การย้ายชื่อหลายครั้งผิดปกติ
พล.ต.ท.กฤตธาพล ยี่สาคร ผบช.ภ.5 เปิดเผยว่า ข้อมูลของตำรวจพบว่าชาวจีนรายนี้แต่งงานกับหญิงไทยในกรุงเทพฯ และทำบัตรชมพูครั้งแรก ต่อมาได้ย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านที่อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ และย้ายออกไป นอกจากนี้ยังมีการย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านในพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกหลายครั้ง ซึ่งการย้ายชื่อเข้าออกหลายครั้งถือว่าผิดปกติและอาจมีวัตถุประสงค์ที่ไม่ดี
สำหรับการย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านที่อำเภอเชียงดาวนั้น มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีเจตนาสวมสิทธิ์เป็นบุคคลบนพื้นที่สูง แต่ไม่สมโอกาสจึงย้ายออกไป อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่จะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียดอีกครั้ง
คดีอาวุธปืนและบัตรชมพูผิดปกติ
กรณีนี้สืบเนื่องจากการตรวจสอบรายการทางทะเบียนของนายหมิงเฉิน ซัน อายุ 31 ปี สัญชาติจีน ผู้ต้องหาในคดีมีอาวุธปืน เครื่องกระสุน และวัตถุระเบิดไว้ในครอบครองโดยผิดกฎหมาย พบว่าถือบัตรประจำตัวผู้ไม่มีสัญชาติไทย (บัตรชมพู) ที่มีการทำรายการทางทะเบียนอย่างผิดปกติ โดยเฉพาะการย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านในอำเภอเชียงดาว และขอทำบัตรใหม่เป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2565 แล้วย้ายออกเมื่อวันที่ 9 พ.ย. 2566



